Skip to main content

5D4N Singapore Trip 2016

· 12 min read
info

บทความยังไม่สมบูรณ์ รอใส่ภาพประกอบ

ทริปท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์ด้วยการเดินทางด้วยรถไฟและรถทัวร์ เป็นระยะเวลา 5 วัน 4 คืน

วางแผนการเดินทาง

ทริปนี้เป็นทริปแก้มือหลังจากทริปที่วางแผนเที่ยวประเทศสิงคโปร์กันทั้งหมด 3 คน มีเรา พี่สาว และน้าช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559 แต่ปรากฎว่าติดธุระ ติดเรื่องเรียน ทำให้ต้องทิ้งตั๋วไปอย่างน่าเสียดาย

เราเลยตัดสินใจไปเที่ยวประเทศสิงคโปร์อีกครั้งในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 แต่กว่าจะตัดสินใจได้นั้นก็ปาไปค่อนเดือนธันวาคมแล้ว ทำให้งานนี้ต้องลุยเดี่ยวฉบับคนว่างงาน

พอตรวจสอบราคาตั๋วเครื่องบินกรุงเทพฯ - สิงคโปร์แล้วก็ต้องกรี๊ดหนัก เพราะราคาสายการบินต้นทุนต่ำ สามารถซื้อ 1 ขาพวก Full service ได้เลย ก็เลยตัดสินใจไปทางบก ส่วนขากลับ เดินทางด้วยสายการบิน Thai Lion Air แทน ราคา 1,200 บาท

note

หามันหมดทุกเส้นทางแต่ก็ไม่มีราคาสำหรับนักศึกษาเลย แม้กระทั้งหาเส้นทางหาดใหญ่ - สิงคโปร์ ราคาของสายการบิน Tigerair ก็เหยียบหน้าได้เลย

ไปลุยสิงคโปร์กัน เดินทางลงใต้เป็นครั้งแรกของชีวิต ทริปสิงคโปร์ 26 - 31 ธันวาคม 2559 5 วัน 4 คืน

warning

มีวิวาทะเล็กน้อย แม่ไม่อยากให้เราเดินทางคนเดียว ส่วนพ่อนั้นไม่ว่า อยากทำอะไรก็ทำเลย พอน้าชายคนดีคนเดิมของเราทราบข่าวที่ว่าเราจะเดินทางไปประเทศสิงคโปร์คนเดียว ก็โทรศัพท์มาต่อว่าเหมือนทริปสิงคโปร์ปี 2558 ไม่มีผิด

กูขอเงินมึงมาเที่ยวหรอ

ซื้อกล้องถ่ายรูป

เกิดผีเข้าอยากจะรับบทเป็น vlogger อย่าง Casey Neistat ขึ้นมา ก็เลยส่งข้อความทาง Line ไปขอเงินพ่อซื้อกล้องถ่ายรูปตัวใหม่ คุณพ่อก็ไม่ปฏิเสธ โอนเงินมาให้อย่างรวดเร็ว เราก็กำเงินไปซื้อเลยที่ห้างพันธุ์ทิพย์ สาขางามวงศ์วาน เป็นกล้อง Canon EOS 70D รุ่นเดียวกับ Casey Neistat เลยจ้า

ซื้อกล้องถ่ายรูปใหม่วันที่ 24 ธันวาคม 2559 ล่วงหน้าก่อนการเดินทาง 2 วัน (ฮา)

แต่เจ้ากรรม โทรศัพท์มือถือดันมาพังเอาเสียได้ งานนี้ไม่หมูอย่างที่คิด ฉันจะเอาตัวรอดในสิงคโปร์ด้วยโทรศัพท์ปุ่มกดอย่างไร

รับตั๋วรถไฟ

เรารีบตื่นแต่เข้าเพื่อไปลงทะเบียนรับตั๋วรถไฟฟรีขบวน 171 กรุงเทพ - สุไหงโกลกเพราะกลัวว่าตั๋วอาจเต็มก่อน เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ มางานสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 9

note

อันที่จริงไปลงทะเบียนรับตั๋วรถไฟที่สถานีบางซื่อก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องถ่อไปถึงสถานีกรงเทพ (หัวลำโพง)

พอกลับจากการไปรับตั๋วรถไฟฟรีก็รีบจัดกระเป๋า เป็นกระเป๋าเป้ รด. ใบเดิมที่ใช้เดินทางไปทริปสิงคโปร์ปีที่แล้ว พร้อมกับเป้ใบเล็กอีก 1 ใบสำหรับใส่กล้องถ่ายรูป

แล้วกล้องก็หนักมาก กล้องถ่ายรูปพร้อมเลนส์

แล้วก็ไปห้าง ตุนเสบียงให้เรียบร้อย เพราะเรารู้ว่าของที่ขายบนรถไฟนั้นราคาค่อนข้างแพง แถมรสชาติอาจไม่อร่อยเท่า

เดินทางไกล

พอเที่ยงก็ออกจากบ้าน เดินทางไปสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ข้างในอากาศเย็นฉ่ำ แต่ห้องน้ำไม่ได้เข้าฟรี ต้องเสียเงิน 3 บาท

แล้วรถไฟก็ออกเดินทางตรงเวลาในเวลา 13.00 น.

ช่วงที่รู้สึกเหนื่อยมากคือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อไหร่จะพ้นจังหวัดนี้เสียที

พอตกดึก อากาศเริ่มเย็น ลมก็ตีหน้า ต้องดึงหน้าต่างลง แถมนั่งนาน ๆ ก็เมื่อยก้นอีก

โถ ชีวิตรถไฟชั้น 3

หาดใหญ่

แล้วเราก็ถึงชุมทางหาดใหญ่ในที่สุด

หันมามองอีกที คนหายยกตู้! เหมือนทุกคนพร้อมใจกันลงที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ รถไฟเลทไป 2 ชั่วโมง 8 นาที มาถึงตอน 8 โมงเช้า

ช่วงฆ่าเวลา เราเดินเล่นรอบ ๆ หาดใหญ่ แล้วก็เข้าไปเลื่อนตั๋วรถทัวร์กับทางบริษัท จากตอนแรกจองรถทัวร์ไปประเทศสิงคโปร์รอบ 18.00 น. ขอเปลี่ยนเป็นตอน 13.00 น. แทน เพราะไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน โรงแรมก็ไม่ได้จอง ง่วงก็ง่วง

tip

จริง ๆ เราสามารถฝากสัมภาระไว้ที่บริษัททัวร์ได้ ไม่ต้องหิ้วหรือแบกกระเป๋าไปรอบ ๆ หาดใหญ่เหมือนเราเนอะ ตอนนั้นโง่เอง ไม่รู้

พอใกล้ถึงเวลาเดินทาง พี่คนขายตั๋วก็เขียนใบผ่านแดนให้ผู้โดยสารทุกคน แล้วเราก็เริ่มเดินทางจากหาดใหญ่ ไปสิงคโปร์ ต้องนั่งรถเกือบ 1 ชั่วโมงเพื่อเดินทางจากอำเภอหาดใหญ่มาถึงด่านนอก เข้าพิธีด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทย ประทับตรา แล้วก็กลับขึ้นรถทัวร์คันเดิมที่เรานั่งมา

เมื่อมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศมาเลเซีย ต้องนำสัมภาระลงไปสแกนด้านล่างทั้งหมด ด้วยความโง่ จะเอาน้ำเปล่าลงไปสแกน จนคนมาเลเซียที่นั่งรถมาด้วยกันนั้นบอกว่าไม่ต้องแบกลงไป เอาสัมภาระพวกกระเป๋าไปสแกนแทน

บนรถทัวร์มีตัวตึง 4 คน มีเรา ฝรั่งจากประเทศบราซิล คู่แม่ลูกคนมาเลเซียเชื้อสายจีน คุยฉ่ำ คุยกับกูเนี่ยแหละ! ส่วนผู้ชายชาวบราซิลนั้นก็เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ มาเที่ยวที่ไทยและวางแผนจะไปต่อที่ประเทศมาเลเซีย อายุ 36 ปี

ข้างๆ เราเป็นแก๊งคนไทยมาจากขอนแก่น นั่งเครื่องบินจากขอนแก่นมาสนามบินหาดใหญ่ แล้วก็นั่งรถทัวร์ไปลง Larkin ภาคใต้ของมาเลเซีย

สรุปว่า ทั้งรถบัส มีคนไปสิงคโปร์แค่ 2 คน (ฮา)

ถึงสิงคโปร์

รถทัวร์มาเลเซียเปิดแอร์หนาวมาก หนาวสุด ๆ ผ้าห่มบนรถก็หมดอีก เราดันใส่กางเกงขาสั้นอีก ทนหนาวทั้งคืน

รถทัวร์วิ่งมาถึงประเทศสิงคโปร์ช่วงเช้าของอีกวันหนึ่ง ช่วงที่เดินทางเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง Woodlands ICQ นั้นก็โดนเรียกถาม โดนเรียกถามกันหมดทั้ง 3 คนรวมถึงพี่ผู้หญิงเด็กรถด้วย แต่ก็ถามพอเป็นพิธี พักที่ไหน เอาเงินมาเท่าไหร่ จะไปไหนบ้าง

รถวิ่งจากด่าน Woodland มาส่งผู้โดยสารที่ Golden Mile Complex เพราะว่ามันเป็นแหล่งคนไทย นึกอะไรไม่ออกให้มา Golden Mile Complex

tip

อัพเดตปี 2569 ถ้าอยากลงใกล้เมืองสุดให้ลงที่ Little India อย่าหาทำ อย่ามาลง Golden Mile Complex หารถยาก!

เรากับเพื่อนฝรั่งชาวบราซิลนั้นก็เดินมาขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อมาที่พักของเรา เตรียมเอากระเป๋าไปฝากที่โฮสเตลเจ้าเดิม (แต่เปลี่ยนชื่อ) แล้วก็รับหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี หาโรงแรมให้เพื่อน เป็นโฮสเตล 5footway.inn Project Chinatown 2 ในราคาคืนละ 16 เหรียญ แล้วก็พากันไปกินข้าวที่ศูนย์อาหาร Maxwell ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก

ท่องเที่ยวเชิงดูงาน

สถานที่แรกที่ไปคือ Singapore City Gallery ที่อยู่ข้าง ๆ ศูนย์อาหาร Maxwell มีโมเดลจำลองสถานที่ในประเทศ

อยากอยู่นาน ๆ แต่เพื่อนชาวบราซิลก็เร่งเร้าให้รีบไปอยู่นั่นแหละ เราเองก็เริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแล้ว

ออกมาจาก Singapore City Gallery แล้ว เราก็พาเดินเลียบถนนมาเรื่อย ๆ จนถึง Clark Quay แล้วก็ลัดเลาะแม่น้ำมาเรื่อย ๆ จนถึง Merlion แล้วก็ไปห้าง Esplanade, Marina Square แล้วก็ทะลุไป Marina Bay Sands ไปจบที่ Garden by the Bays

ตอนนั้นเวลา 18.00 น. แล้ว เดินดูได้ไม่นานก็กลับ เสียเวลาไปครึ่งค่อนวันเพราะเพื่อนมัวแต่เลือกซื้อลำโพงบลูทูธที่ห้าง Marina Square

เดินมาที่ศูนย์อาหาร Makansutra Gluttons Bay กะว่าจะฝากท้องไว้ที่นี่ แต่พอดูราคาแล้วช็อค เพราะว่าราคาแพงมาก (สำหรับนักท่องเที่ยวเอเชีย) คนเยอะ โต๊ะไม่มีที่นั่ง จนเดินตัวเปล่ากลับจากที่พัก

เราสองคนก็แยกย้ายกันไป แล้วก็นัดกันมาว่าจะหาอะไรทาน เราเลือกที่จะทาน McDonald's เพราะมีราคาถูก เพื่อนไม่กินด้วย เลยแยกย้ายกันไป ส่วนเราเปลี่ยนใจไปกินข้าวผัดกิมจิของเซเว่น อีเลฟเว่นแทน และหิ้วกลับมากินที่หน้าโรงแรมตัวเอง

โซโล่ทริป

เช้านี้เราเดินไปหาเพื่อน เพื่อนบอกว่าวันนี้จะไปซื้อลำโพงแล้วก็จะเดินทางไปประเทศมาเลเซียต่อ เราก็ไม่สนใจแล้ว เดินหนีออกมาเลย ทางใครทางมัน

จุดหมายของวันนี้คือ Fort Canning Park เลือกที่จะเดินมา แต่ก็เจ็บเท้าจากการเดินทั้งวัน รองเท้าเสียดสีกับหนังกำหร้า เป็นตุ่มหนองบวม

tip

ถ้าเดินเป็นระยะเวลานาน ควรใส่ถุงเท้าเพื่อลดการเสียดสีของเท้าและหนังกำพร้า

ข้างในเป็นสวนธรรมชาติ มีเสียงสัตว์ นก ร้อง มีต้นไม้เยอะมาก เป็นเนินเขาที่ใช้เป็นป้อมปืน มีแหล่งพิพิธภัณฑ์เช่น แหวน กำไล สร้อย โครงกระดูก ที่ขุดเจอในพื้นที่บริเวณนั้น

เดินเที่ยว Fort Canning Park จนมันทะลุมาถึง National Museum of Singapore เสียค่าเข้าชมไป 10 เหรียญ โชคดีที่พกบัตรนักเรียนไปด้วย ก็เลยได้ในราคานักศึกษา

ภายในก็จะเป็นนิทรรศการแบบประจำและชั่วคราว ติดแอร์ทั่วทั้งอาคาร คุ้มมาก 10 เหรียญ เดินดูได้ทั่วทั้งตึก

แล้วก็กลับมาที่ย่าน Chinatown นอนพักสักเล็กน้อยก็ไปห้าง Chinatown Point ทานสปาเกตตี้คาโบนาราจากเซเว่นเป็นมื้อกลางวันตอน 14.00 น.

ศูนย์อาหารใกล้ฉัน

ช่วงเย็น ไม่รู้ว่าจะไปทานข้าวที่ไหนดี เลยมองหาร้านเซเว่น อีเลฟเว่นที่อยู่ใกล้ ๆ ที่พักจากพนักงานโรงแรม พนักงานก็บอกให้ข้ามถนนไปดู มีร้านเปิดตรงทางลงรถไฟฟ้าใต้ดิน อยู่ตรง People's Park Centre

ปรากฏว่ากรี๊ดจ้า เจอศูนย์อาหารแห่งใหม่ ขอฝากท้องไว้ที่นี่ก็แล้วกัน อาหารท้องถิ่นมื้อแรกของฉันคือขนมผักกาด

info

อย่าติดภาพจำศูนย์อาหารในไทย เพราะว่าศูนย์อาหารที่นี่เปิดเต็มวัน ไม่มีการปิดร้าน เก็บข้าวของ ถ้าจะขายต้องขายตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ไม่มีการมาปิดร้านแล้วอ้างว่าอาหารหมด

ตามหากระเป๋า

วันนี้ต้องไปศูนย์ NEWater ที่อยู่แถว Changi เพราะลงทะเบียนจะไปดูศูนย์บำบัดน้ำเสีย นั่งรถเมล์ไป โคตรไกล แล้วไปสายด้วย เพราะคิดว่าไม่น่าจะอยู่ไกล

พอไปถึงหน้าถนนใหญ่ NEWater Visitor Centre ตอน 9.00 เดินข้ามถนนมายืนรอรถเมล์กลับบ้านเลย แต่ว่ามาลงที่ Bugis Junction ตามหากระเป๋า Charles Kieth พนักงานที่เป็นคนไทยบอกให้ไปดูที่ City Square Mall แทน

เอาใหม่ ตั้งสติ นั่งรถไฟฟ้าไป Promenade ไปห้าง Suntec City ก็ถามหากระเป๋าที่พี่สาวฝากซื้อ พนักงานก็ไม่รู้เรื่องอีก เพราะโทรศัพท์มือถือภาพไม่ชัด พนักงานก็ไม่รู้จะช่วยยังไง เราก็เดินกลับไปที่พักอีกรอบ เปิดคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง จดหมายเลขรุ่นไปเลย แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าไปสถานี Farrer Park พนักงานคนไทยก็หยิบมาให้ จ่ายเงิน แล้วออกเลย ไปห้าง Mustafa ต่อ

ได้เสื้อกันหนาวแจ็คเกต 1 ตัว

กลับถึงที่พัก เจอกลุ่มคนไทยที่มาแชร์ห้องด้วย คุยเสียงดังมากช่วงกลางดึก จนหนุุ่มชาวไต้หวันต้องขอให้เบาเสียง

ก่อนเดินทางกลับ

รีบตื่นแต่เช้าเพื่อมารอรถไฟฟ้าที่จะไปเขื่อน Marina ตรงปลายสุดของอ่าวเพื่อมาดูแสงพระอาทิตย์ขึ้น กลับกลายเป็นว่ารถไฟฟ้ายังไม่เปิดให้บริการ ต้องรอเกือบ 6.00 น.

เรานั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี Downtown ขึ้นมาโผล่ที่ Marina Financial Centre รอรถเมล์ที่มันวิ่งไป Marina Barrage

ปรากฎว่า รถเมล์สาย 400 นี้เริ่มให้บริการตอน 7.00 น. เลยตัดสินใจไม่ไป เพราะเดี๋ยวอาจกลับมาที่โรงแรมไม่ทัน เลยได้แต่เดินเล่นแถวห้าง Marina Bay Sands

กลับมาเก็บกระเป๋า เช็คเอาท์ เดินทางมาสนามบิน สรุปเที่ยวบินขากลับ Thai Lion Air ดีเลย์จ้า คนมารอเครื่องบิน!

พอผู้โดยสารออกจากเครื่องบินหมดแล้ว พนักงานก็กุลีกุจอ เก็บของและทำความสะอาดกันใน 5 นาที แล้วเรียกบอร์ดดิ้งเลย ไม่รอ

ถึงไทย ณ สนามบินดอนเมืองปรกติ