Skip to main content

First Singapore Trip 2015

· 15 min read

บันทึกการท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์และการเดินทางด้วยเครื่องบินครั้งแรก

วางแผนการเดินทาง

พี่สาวเคยโทรมาชวนไปเที่ยวต่างประเทศ คือประเทศสิงคโปร์ เพราะเป็นการซื้อแบบโปรโมชั่นจำนวน 6 คน ไปกับเพื่อน ๆ ของพี่สาว เราจึงตกลงไปด้วย ไปฟรีเพราะค่าตั๋วเครื่องบินพี่สาวออกเงินให้

หลังจากมหาวิทยาลัยปิดเทอม เราออกไปทำหนังสือเดินทางที่สถานกงสุลไทยที่แจ้งวัฒนะในราคา 1,000 บาท เลือกแจ้งปลายทางการรับเล่มที่จังหวัดราชบุรี เพราะไม่รู้จะอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำไมช่วงปิดเทอม

ก่อนหน้าการเดินทาง

ไม่รู้สี่รู้แปดอะไรเลยว่าบินวันไหน รู้เพียงแค่ว่าไปช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 แล้วไม่ได้ใส่ใจใด ๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งไปเห็นปฏิทินที่พี่สาวแปะโน๊ตไว้ว่าไปเที่ยวสิงคโปร์วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ซึ่งต้องบินภายใน 2 วัน

ใช่แล้ว ฟังไม่ผิด รู้ล่วงหน้า 2 วัน ก็เลยรีบแจ้นเตรียมตัวเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวการท่องเที่ยวนี้ เงินก็ยังไม่ได้แลก

พอมาถึงกรุงเทพฯ ก็ต้องรีบไปแลกเงินสกุลดอลลาร์สิงคโปร์ เรานั่งรถเมล์มาลงที่อาคารหลังการบินไทย แลกเงินที่ซุเปอร์ริชสีเขียว แลกเงินมา 400 SGD เทียบเท่า 10,020 บาท (เรต 25.05 บาท)

tip

เพื่อนที่ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแนะนำว่าให้แลกเงินแถวบ้านหรือใกล้ที่สุด แม้ว่าจะมีอัตราแลกเปลี่ยนที่แพงกว่า แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายโดยรวมแล้วอาจสูงกว่าก็เป็นได้

ก็จริงอย่างที่เพื่อนว่า มีร้านแลกเงินแถวสุทธิสาร (ลินดา) แต่ความมั่นหน้า เราไปแลก Super Rich Thailand หลังการบินไทย แถมช่วงขากลับจากการแลกเงินที่ร้าน Super Rich Thailand นั้น เราแวะไปทานข้าวที่เทสโก้ โลตัสก่อนกลับบ้าน สรุปเสียเงินทั้งค่ารถเมล์ ค่าข้าว ฯลฯ

A paper with travel itinerary ไม่ใช่แผนการเดินทาง แต่เป็นคำแนะนำ

เดินทางวันแรก

ความโกลาหลยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น สำรวจตู้เสื้อผ้า เราไม่มีเสื้อผ้าใส่ไปเที่ยวสักตัว (ฮา) เพราะปรกติแล้วไม่ค่อยได้ออกไปไหนช่วงเรียนอยู่มหาวิทยาลัย

ก็กุลีกุจอนั่งรถเมล์ไปซื้อเสื้อผ้าที่ห้างตั้งแต่เช้าตรู่แล้วก็รีบกลับมาจัดกระเป๋า เป็นเป้ใบเดียวกันตอนไปเข้าค่ายรด. ที่เขาชนไก่ พอตกบ่าย ก็ออกไปรอกับเพื่อนร่วมทริป (ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน) ที่ห้างเซนทรัล ลาดพร้าว

note

เพื่อนร่วมทริป (พี่มะเหมี่ยว) แลกเงินก่อนบิน 3 ชั่วโมง เหมือนไม่มีใครพร้อมเดินทาง เราซื้อเสื้อผ้าก่อนบิน 9 ชั่วโมง ฮาวะ

หลังจากนั่งแท็กซี่จากห้างเซนทรัล ลาดพร้าวมายังสนามบินดอนเมืองแล้ว เราก็เดินเล่นในสนามบิน รอเวลาเรียกขึ้นเครื่องตอน 18.00 น. ด้วยสายการบินแอร์ เอเชีย พนักงานต้อนรับเป็นอดีตดารา นุ้ย กุลสตรี

เรามาถึงสนามบินตอนเวลา 21.30 น. สิ่งแรกที่เจอคือ Social Tree อีเด็กไทยต่างด้าว 4 คนรีบวิ่งไปยืนประจำตู้ของแต่ละคนเหมือนเด็กไม่เคยเล่น (ฮา)

Singapore Changi Airport Social Tree, Kiosks with an electronic tree shape with 360 degree screen. Social Tree ที่ท่าอากาศยานชางงี

แผนของวันนี้คือ เราพักภายในสนามบินกัน 1 คืน กะว่าจะออกสนามบินกันในวันรุ่งขึ้น

อาหารมื้อแรก

มื้อกลางคืน ไปหากินแถวอาคารผู้โดยสาร 2 (Terminal 2) เจอศูนย์อาหาร แม้ว่าจะมีรูป มีเมนูให้ แต่ไม่กล้าสั่ง สั่งไม่เป็น ตัดสินใจซื้อ McDonald's ขอประหยัดไว้ก่อน

Chairs and tables in the food court with cashier counter behind.

จากนั้นเราเลือกพักผ่อนกันที่ Terminal 2 นอนมันตรงหน้าเกตนั่นแหละ ใกล้ห้องน้ำและมีเต้ารับให้ชาร์จแบตฯ โทรศัพท์มือถือ สะดวกสบาย

A waiting area with brown carpet. People sleeps on the left side. There is a big yellow arrow pointing to E20 gate.

ตกดึกมี Police Airport ขี่รถ 3 ล้อไฟฟ้า ขอตรวจดูหนังสือเดินทาง แต่ว่าไม่โดนสอบถามอะไรมากมาย คงงงว่ามานอนอะไรกันตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่มันมีห้องพัก มีโซฟาให้พักผ่อน

บ้านนอกเข้ากรุงของจริง

เข้าเมือง

เราตื่นเช้ามา เตรียมตัวเข้าเมือง แต่โดนเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองไล่ให้ไปผ่านด่านที่ Terminal 1 พูดว่า "ตี้วัน ตี้วัน (T1)" เลยต้องเดินย้อนจาก Terminal 2 ไป Terminal 1 อีก

เจ้าหน้าที่ฯ ก็ไม่ถามอะไรมาก ประทับตราแล้วก็ให้ผ่านเลย 4 คน

เราเลือกเข้าตัวเมืองสิงคโปร์โดยการนั่งรถไฟฟ้าที่จอดอยู่ที่ Terminal 3 ไปเปลี่ยนสายที่สถานีดินแดง (Tanah Merah) แล้วนั่งยาวไปลง Outram Park แล้วเปลี่ยนสายมาลง Chinatown อีกที

tip

Tanah Merah เป็นภาษามาเลย์ คำว่า Tanah แปลว่าพื้นดิน ส่วนคำว่า Merah แปลว่าสีแดง ดังนั้นแปลตรงตัวว่าเป็นดินแดง (ฮา)

ที่พักเราจองไว้แถว China Town ชื่อว่า Rucksack Inn (Temple St.) หายากมาก เพราะมันเป็นโฮสเตลที่สร้างใน Shoplot แน่นอนว่าเรายังเช็คอินไม่ได้เพราะยังไม่ถึงเวลา แต่ก็ฝากกระเป่าเอาไว้ก่อนได้ ก็เลยขอพนักงานล้างหน้าล้างตัว เปลี่ยนไปใส่รองเท้าแตะ เตรียมตัวทานข้าวเช้า

อาหารเช้าชาวสิงคโปร์

เราตามรอย Pantip ไปทาน Yakun Kaya Toast สาขา Chinatown ที่ถนน China เป็นร้านอาหารเช้า (แต่เปิดทั้งวัน) พนักงานก็สั่งให้เราเลย เป็นชุดไข่ลวกกับขนมปังปิ้ง ทาด้วยสังขยามะพร้าวสีน้ำตาล และน้ำชามะนาวที่สุดจะเปรี้ยว

warning

พอไปถึงที่ร้าน อย่าเพิ่งนั่งเก้าอี้ ให้ยืนดูเมนูอาหารตามฝาบ้านให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยนั่ง โดนมาแล้ว อีพนักงานร้านจัดแจงมัดมือชกเลือกอาหารให้ทันที ยังไม่ทันได้สั่ง ประจานร้านเลยสาขา Chinatown

ต่อมาเราไปซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ที่ร้าน Seawell ที่ People's Park Centre ได้มา 2 แบบคือบัตร Universal Studio และ Sands Skypark แพงเอาเรื่อง แล้วก็เดินเที่ยวรอบ ๆ บริเวณนั้น ลากยาวมาถึง Clak Quay

เราเดินเลียบแม่น้ำมาเรื่อย ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายคือสิงโตพ่นน้ำ Merlion เจอไอศกรีมวาฟเฟิล 1 เหรียญ อันโด่งดังในกระทู้ Pantip แต่เราไม่ซื้อ ไปซื้ออีกเจ้าที่ขายแพงกว่า 1.2 เหรียญ (ฮา)

A skyscraper with Singtel with blue sky. There are houses and shop lots in front of the building.

สิงโตพ่นน้ำ

เดินทางมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเจอ Merlion แต่อากาศร้อนมาก โคตรร้อน ถ่ายรูปมานิดเดียว เพราะไม่ได้เอากล้องไป เอากล้องโทรศัพท์มือถือถ่าย ถ่ายตึก Marina Bay Sands จากฝั่ง Merlion

Merlion, a fountain in a lion and fish shape with many buildings behind.

แล้วก็ข้ามแม่น้ำไปทานมื้อเที่ยงที่ห้าง Marina Square ทานที่ศูนย์อาหารกับพนักงานออฟฟิซสิงคโปร์ สั่งข้าวหน้าเป็ด (มีแต่กระดูก)

ทานเสร็จก็เดินไปที่น้ำพุแห่งความรุ่งเรือง (Fountain of Wealth) เป็นน้ำพุสูงประมาณ 2 ชั้น เข้าดูได้ทั้งด้านบนและชั้นใต้ดิน แวะนั่งพักและเล่นอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีที่ห้าง Suntec City เพราะอาการเมื่อยเริ่มออก สักพักก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปที่ Marina Bay Sands โดยลงสถานี Bay Front

Marina Bay Sands ก็เป็นโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีห้างสรรพสินค้าในตัว (ห้าง The Shoppers) ในตัวอาคารสามารถเดินทะลุไปยังสวนด้านหลัง Garden by the Bays ได้ด้วย แทบไม่ต้องไปเดินข้ามตรงถนนด้านล่างเลย ดีมาก ๆ

Garden by the Bays มีส่วนให้เข้าชมฟรีหลายจุด แต่มีมีส่วนที่เสียเงินเช่นกันคือส่วนที่เป็นโดม ข้างในนั้นเป็นระบบปรับอากาศ เราทุกคนก็นอนพักกันตรงนั้นกันทั้งหมดในกลุ่ม (เพราะมันเหนื่อยและร้อน)

ชมวิว

เราปรึกษากันว่าจะขึ้น Sands Skypark วันนี้กัน จึงเดินย้อนกลับไปที่ตึก Marina Bay Sands ซึ่งอยู่ที่ชั้น 56 ขึ้นทาง Tower 1 ก่อนจะเข้าลิฟท์ก็มีพนักงานมาถ่ายรูป แล้วขึ้นไปปริ๊นต์ภาพที่ชั้น 56 มาขายให้เรา ราคาแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน เหมาะกับชาวตะวันตก ส่วนชาวเอเชียอย่างเราไม่ตกเป็นทาสการตลาด

ชั้นที่ 56 อากาศเย็นมาก ก็เก็บภาพถ่ายรูปไว้ มองเห็นทะเล เราก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ข้างๆก็มี Infinity Pool ของโรงแรม เป็นสระว่ายน้ำชั้นดาดฟ้า คนเต็มสระ แล้วก็มีการขายของที่ระลึกอยู่ชั้นบนด้วยเหมือนกัน

พอตกดึกก็มีการแสดงแสงสีเสียงของ Garden by the Bays ซึ่งมองจากชั้นดาดฟ้าของโรงแรมเห็น การแสดงแสงไฟชองชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer และการแสดงเลเซอร์ของโรงแรม Marina Bay Sands เองด้วย เป็นการฉายภาพยนตร์สั้นๆผ่านม่านน้ำโดยใช้เลเซอร์

หมดวันแรก เรากลับย่าน China Town หาชองกินมื้อดึกด้วยการรฝากท้องไว้กับร้าน McDonald's อีกแล้ว

tip

Sands Skypark แนะนำให้ขึ้นช่วง 17.00 เพราะจะได้เห็นวิวทั้งกลางวันและกลางคืนไปในตัว เพราะไม่จำกัดเวลาในการเข้าชม อีกทั้งยังมองเห็นแสง สี เสียง ของการแสดงโชว์ที่กล่าวมาทั้งหมดได้ในที่เดียว ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา หรือไปขึ้นชมวิวที่อื่นดีกว่า คุ้มกว่า

สวนสนุก

แผนคือการไปเที่ยวที่ Universal Studio เริ่มต้นด้วยมื้อเช้าของโรงแรม บริการฟรีขนมปังและน้ำจำพวกชาและกาแฟ แต่เราไปฝากท้องมื้อเช้าไว้ที่ Maxwell Food Centre ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เดินผ่านวัดเขี้ยวแก้ว วัดไทยในสิงคโปร์ เราไม่ได้เข้าไปชม รอเพื่อน ๆ เข้าชมกันเสร็จก็ไปทานอาหาร โชคไม่ดีนักที่ร้านข้าวมันไก่ Tian Tian ชื่อดังใน Maxwell Food Centre ยังไม่เปิด เลยสั่ง Mee Rebus มากิน เป็นอาหารเส้นๆ ราคา 2 เหรียญ

ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Vivo City ซึ่งเป็นปลายทางที่จะต้องต่อรถไป Resort World Sentosa เสียค่ารถไฟรางเดี่ยว (Monorail) แพงมาก 4 SGD พอไปถึงก็มีลูกโลกใหญ่ ๆ ที่คนชอบไปถ่ายกัน (ไมไ่ด้ถ่าย ไม่รู้จะถ่ายทำไม)

ภายในสวนสนุกมีร้านมาเปิดขายสินค้าแบรนด์ Universal Studio มีธีมต่าง ๆ เช่น ซาฟารี ปราสาทเจ้าหญิงเจ้าชาย จูราสสิคพาร์คไดโนเสาร์ มัมมี่ นิวยอร์ก ถนนบูเลอวาร์ด โดยรวมแล้วถือว่าเล่นเครื่องเล่นเกือบทั้งหมด ยกเว้นแกรนด์แคนย่อนเพราะว่ามันเปียก แล้วก็โชว์ Water World ที่ไม่ได้เข้าไปดู

มื้อเที่ยง เราทานข้าวกันที่สวนสนุก เป็นข้าวแกงกะหรี่ไก่ (Chicken Rendang) แพงมากเช่นกัน

เราเดินวนและเที่ยวสวนสนุกซ้ำไป-มา เพราะเวลาเหลือ รอกลับบ้านกันตอนเย็น

A wet umbrella bag dispenser with a yellow sign board. The wall is made with woven bamboo. ถุงใส่ร่มเปียก

หลังจากสวนสนุกปิดก็ออกมาข้างนอก เราซื้อข้าวผัดกิมจิของเซเว่นอีเลฟเว่นที่ข้าง ๆ Universal Studio ข้าวเฉะๆ Made in Malaysia แต่ขากลับคราวนี้ฉลาดหน่อย ฉันไม่ยอมเสียเงินขึ้นรถไฟฟ้ารางงเดี่ยว 4 เหรียญอีกต่อไป เลยไปถามเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าถ้าจะเข้าเมืองก็ต้องไปต่อคิวขึ้นรถไฟฟ้าโมโนเรล แล้วก็มีคนไทยตะโกนมาว่าถ้าจะไป Vivo City ต้องนั่งรถไฟฟ้าไป

ก็ยังไม่ยอมแพ้ บอกคนอื่นๆในทีมว่า ตอนขามา เห็นทางเดินข้างแม่น้ำ คืออยากกลับทางนั้นไง อยากประหยัด แต่ไม่รู้จะไปขึ้นที่ไหน ก็เลยดูแผนที่ หาเส้นทาง ถึงบางอ้อ อยู่ด้านหลังของ Universal Studio

tip

ทางเดินเข้า Sentosa ชื่อว่า Sentosa Board Walk อยู่ทางซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าประตูสวนสนุก)

พวกเราที่ใช้ตรงนี้เป็นที่เก็บภาพ จนมาถึง Vivo City แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับสถานี Chinatown

ถ่ายรูปยามค่ำคืน

ยังไม่เข้านอน เราไปถ่ายรูปกันต่อที่สะพาน DNA ที่มีชื่อว่า Helix ที่อยู่ตรง Marina Bay Sands ก็ไปอีก นั่งพักอยู่สะพานนั้นนานมาก เพราะพี่ในทีมที่ไปด้วยกันนำกล้องไปด้วย

แต่เนื่องจากว่าความเหนื่อย เมื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน เราก็ขอกลับที่พักก่อน ณ เวลานั้นคือรถไฟฟ้าใต้ดินปิดหมดแล้ว (เวลาประมาณ 23.00) ก็ต้องทำอย่างเดียวคือเดินด้วยเท้ากลับที่พัก อาบน้ำ เข้านอน สักพักกลุ่มที่เหลือตามมา เดินมาเหมือนกัน แต่มาทาง Clark Quay ซึ่งเส้นทางนี้อ้อมกว่า

คิดถูกแล้วที่ขึ้น Sands Skypark เมื่อวาน เพราะว่าวันนี้เที่ยวในสวนสนุก Universal Studio ทั้งวัน เวลาหมด ขืนเอาไปขึ้นวันอื่นก็ไม่คุ้มแน่นอน

tip

Universal Studio เป็นสวนสนุก ใช้เวลามากถึง 1 วัน ควรวางแผนการเที่ยวไว้ให้ดี สามารถเดินทางจาก Vivo City ไปยังเกาะ Sentosa ได้ทั้งรถไฟโมโนเรล รถเมล์ หรือเดินเท้าจากห้าง Vivo City โดยทางเท้าจะอยู่ด้านหลังของ Universal Studio

วันสุดท้าย

วันนี้เป็นวันช็อปปิ้ง พี่ในทีมเป็นคนจัดตารางงานวันนี้ เริ่มต้นด้วยการไปย่าน Little India เพื่อที่จะไปห้างมุสตาฟา (Mustafa) เป็นห้างที่ใหญ่มาก พอชำระเงินแล้วพนักงานก็จะเอาสายมารัดถุงไว้ เพื่อป้องกันลูกค้าแอบเอาของใส่ในถุง

tip

ถ้าจะไปห้างมุสตาฟา ให้ลงสถานีรถไฟฟ้า Ferrer Park แทน อย่าลง Little India ไกลโคตร หรือถ้ามาทางรถเมล์ให้ลงหน้าโรงแรม Broadway จะใกล้กว้า

ตอนเที่ยงเรากลับจากมาโรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋าออกไปที่ย่าน Bugis เป็นห้างสรรพสินค้า พี่ ๆ ในทีมอยากไปวัดเจ้าแม่กวนอิม (Kwan Im Thong Hood Cho) เราที่ไม่ใช่สายเที่ยววัดอยู่แล้ว เลยออกมาทานข้าวเที่ยง คอยเฝ้ากระเป๋าให้สมาชิกในทีม

ทานข้าวมันไก่แบบพิเศษ แล้วก็น้ำมะนาว ข้าวมันไก่ที่นี่จะไม่เหมือนที่เมืองไทย ต่างกันตรงที่ ข้าวและไก่จะแยกออกมาคนละจาน แล้วก็น้ำจิ้มข้าวมันไก่ก็จะเป็นเหมือนซีอิ๊วหวาน ราดโปะเฉย ๆ

แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าจาก Bugis กลับไปที่สนามบิน เครื่องบินออกตอน 21.00 ก็เดินเล่นอยู่ในสนามบินกันทั้งวัน เพราะไม่รู้ว่าจะไปไหนกัน

danger

แต่ที่น่าหัวเสียนิดหน่อยก็สมาชิกในทีมที่ไปด้วยกันเนี่ยแหละ เดินแบบไม่ดูเวลากันเลย ซึ่งตัวเราสังเกตเที่ยวบินตลอดเวลา กูเห็นแล้วว่า Gate Open เราก็บอกว่าให้ไปเตรียมตัวไปเข้าเกตกัน ก็ยังเฉย ตอนนั้นอยู่ T2 แล้ว ซึ่งจะต้องมาตอน T1 ยังดีที่ไปทัน ไปตอน Last Call กูกำหมัดในใจ แถมต้องมาสแกนกระเป๋ากันอีก (สแกนหน้าเกต)

กลับถึงไทย 4 ทุ่ม นั่งรถเมล์กลับหอพัก ถึงบ้านเที่ยงคืน

สรุป

เป็นทริปที่ประทับใจมาก แม้ว่าอะไรบางอย่างจะมักจะขัดใจบ้างเป็นบางเวลา เช่น เพื่อนในทีมที่ไปด้วยกันพูดเยอะจนน่ารำคาญ เสียมูดหมด แอบดีใจที่เราเป็นคนไทยยุคที่ยังหามันบดตามเซเว่น อีเลฟเว่นให้กิน แล้วหลังจากนั้นก็คือไม่มีอีกต่อไป

ทำให้เรารู้ตัวเองว่า เวลาเราไปเที่ยว เราไม่ค่อยชอบถ่ายรูปอะไรที่ใคร ๆ เขาถ่ายกัน เราจะถ่ายรูปกับอะไรบางอย่างที่มันแปลก มันทำให้เราหยุดเดิน หยุดดู พิจารณามัน

ปล. รูปที่ถ่ายมาหายหมดเลย เพราะมือถือพังแล้วไม่ได้สำรองไฟล์เอาไว้ ภาพที่ได้ขุดมาจากเฟซบุ๊ค