Hatyai Trip 2026
ไปเที่ยว+ช็อปปิ้งที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
ทำงานมาหลายเดือนติดต่อกัน บริษัทก็แจ้งว่าคุณมีวันลาของเก่าจากปีที่แล้วตกค้าง ต้องรีบใช้ก่อนครึ่งปีหลัง (เดือนกรกฎาคม) ก็เลยยื่นเรื่องวันลาไปไปเที่ยวหาดใหญ่
ในความเป็นจริงคือ ลางาน 5 วัน แต่คนจัดตารางงานไม่อนุมัติ บอกว่าคนไม่พอ ถ้าอยากลาเพิ่มให้ไปหาคนมาทำโอทีแทน ไปลงนรกเถอะ จัดตารางให้คนขาดงานจนกระทบชีวิตผู้อื่น
เดินทางด้วยรถไฟ
เรารีบตื่นแต่เช้าเพื่อมาจัดสัมภาระเพื่อที่จะเตรียมตัวไปให้ทันรถไฟรอบ 7:35 น. ตั้งแต่เวลาตี 5 นั่งรถเมล์มาลงที่ท่าเรือ เพื่อที่จะนั่งเรือข้ามฝากไปยังฝั่งแผ่นดินใหญ่ ราคา 2 เหรียญ
โชคดีมากที่เมื่อมาถึงแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็เรียกขึ้นเรือเลย ไม่ต้องนั่งรอให้เสียเวลา
เรือข้ามฝากใช้เวลาเดินทาง 10 นาที เป็นห้องแอร์เย็นฉ่ำ แล้วก็มาถึงฝั่งแผ่นดินใหญ่ สะดวกสบายมาก สามารถเดินทะลุไปถึงสถานีรถไฟ Butterworth ได้เลย พร้อมกับซื้อตัวไปปาดังเบซาร์ ราคา 11.40 เหรียญ
หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ ก็เข้าไปนั่งด้านใน เตรียมตัวรอขึ้นรถไฟ จนกระทั่งถึงเวลา 7:34 น. ก็งงว่าทำไมไม่มีใครไปขบวนเดียวกับเราเลยหรือไง ก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว เจ้าหน้าที่ขายตั๋วรีบไล่ให้ไปรอด้านล่าง เพราะรถไฟจะออกภายใน 1 นาที
เรากับน้อง ๆ กลุ่มที่นั่งเรือข้ามฝากมาด้วยกัน วิ่งกันอุตลุดไปขึ้นรถไฟที่ด้านล่างแบบฉิวเฉียด
ตั๋วรถไฟไปปาดังเบซาร์ ราคา 11.40 เหรียญ
รถไฟที่วิ่งไปปาดังเบซาร์ เป็นรถไฟประเภท KTM หวานเย็นทั่วไป เลยไม่มีการประกาศเรียกขึ้นรถไฟเหมือนอย่างรถไฟ ETS ถ้ารถไฟมาจอดที่สถานีแล้ว เช่น สถานีต้นทางหรือปลายทาง สามารถเข้าไปรอในรถไฟได้เลย
พอรถไฟเริ่มเคลื่อนตัว รถไฟก็วิ่งลงใต้ ในใจก็คือว่า หรือว่าเราจะขึ้นผิดขบวน เราไปนั่งขบวน Butterworth - Ipoh หรือเปล่า แต่เปล่าเลย รถไฟ KTM วิ่งไปรับคนที่ Bukit Mertajam ก่อนที่จะวิ่งยาว ๆ ขึ้นเหนือ สู่สถานีปลายทางปาดังเบซาร์
โชคชะตาฟ้าลิขิต เจอคนไทยนั่งติดกับเราในตู้ขบวนเดียวกัน 8 คน ย้ำ นั่งติดกันเป็นแถว
ถึงไทย
รถไฟวิ่งมาถึงสถานีปลายทางปาดังเบซาร์ เราก็ไปซื้อตั๋วรถไฟที่เป็นส่วนต่อปาดังเบซาร์ - หาดใหญ่ในราคา 50 บาท ตอน 10.00 น.
ตั๋วรถไฟจากปาดังเบซาร์ - หาดใหญ่
แน่นอน ไม่มีการตรงต่อเวลาใด ๆ ทั้งสิ้น ด่านตรวจคนเข้าเมืองเปิดให้ผ่านล่าช้าเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะว่ามีนักท่องเที่ยวขาเข้ามาเลเซียเข้ามาพอดี
หลังจากผ่านพิธีการที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว รถไฟก็ออกเดินทางสู่สถานีรถไฟหาดใหญ่ตอน 12.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง
มื้อแรกและตามหาที่พัก
มื้อแรกที่เราทานเมื่อมาถึงอำเภอหาดใหญ่ก็คือร้านมันเดือยที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟหาดใหญ่เพียงไม่กี่เมตร สูตรเดิมก็คือใส่ทุกอย่าง กินน้ำแข็งหมดถ้วย ราคา 25 บาท
มันเดือยราดด้วยน้ำกะทิ
คนไทยที่เดินทางมาพร้อมกันกับเราก็เดินมากินที่ร้านมันเดือยด้วยเช่นกัน ฮ่า ๆ
จากนั้นก็ไปที่โรงแรม เพื่อที่จะเช็คอิน เตรียมตัวออกไปเที่ยวเมืองหาดใหญ่ แต่ค่อนข้างลำบากอยู่พอสมควร เพราะว่าโรงแรมที่เราจองเอาไว้นั้น อยู่ตรงไหนไม่รู้ อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี ได้แต่งมหาแบบคนหลงทาง จำได้แค่เพียงว่าอยู่แถวเซียงตึ้ง
ว่าแต่ เซียงตึ๊งอยู่ตรงไหนของหาดใหญ่ !?
เดินคลำทางมาจนถึงเซียงตึ๊งจนได้ เจอโรงแรมที่จองไว้ก็เอากระเป๋าไปฝากกระเป๋าไว่ที่โรงแรม แล้วเดินไปศูนย์บริการลูกค้า NT เพื่อที่จะขอรับซิมโทรศัพท์ เพราะว่าไม่มีเน็ตเล่น
ขากลับแวะซื้อน้ำกีวี่ร้าน Mixue ก่อนกลับไปเช็คอินที่โรงแรม นอนพักกลางวันแล้วออกมาอีกทีก็ตอนค่ำ
ตั้งใจจะไปกินสุกี้ตี๋น้อยที่มาเปิดใหม่ที่ห้างไดอาน่า แต่กลายเป็นว่ายังปรับปรุงสถานที่ไม่เรียบร้อย ก็เลยกินไก่ทอด KFC แทน
ร้านขายไก่ทอด KFC
ขากลับ ช่วงที่กำลังเดินก้าวลงบันได ล้มลื่นจากพื้นเปียก (ฝน) หน้าคว่ำ หัวฟาดพื้นป๊อก เปียกไปทั้งตัว เดินกลับโรงแรม
พรุ่งนี้เตรียมตัวไปหาหมอ
โรงพยาบาลหาดใหญ่
รุ่งขึ้น เราตื่นแต่เช้าเพื่อมาโรงพยาบาลหาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ประมาณ 1 กิโลเมตรนิด ๆ ไม่ไกลจากวงเวียนหาดใหญ่และโรงเรียน ท.1 มาครั้งแรกแบบไม่รู้เรื่อง คุยกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้ไม่กี่คำ ก็โดนไล่ให้ไปรับยาจากร้านยาแถวนั้นแทนแบบอีหยังวะ
ก็เลยถึงบางอ้อว่า ที่เราเข้าเป็นทางด้านหลังของโรงพยาบาล เลยเดินอ้อมมาด้านหน้าแทน ปรึกษาได้ไม่กี่คำ พนักงานก็เรียกไปห้องฉุกเฉินแทน ซักประวัติเล็กน้อยแล้วก็นอนเตียงสวย ๆ ไปเลย รอเจ้าหน้าที่ส่งเวรถึงจะได้เข้าไปรอในห้องฉุกเฉิน แล้วก็ไปเอ็กเรย์กระดูกแถวคอ
ฉีดยาเข้าเส้นเลือด แบบพร้อมฉีดยา
ทั้งหมดนี้ไม่เสียค่ารักษาพยาบาล บัตรทอง นอกเขต ฉุกเฉิน เสียค่ายา 90 บาท
ไหน ๆ มาถึงโรงพยาบาลแล้ว ก็หาข้าวแถวนั้นกินเลย ทั้งร้านค้าภายนอกและร้านค้าสวัสดิการ
กินแหลก
ขนมชูและข้าวผัดหมู
ชั้นวางสินค้าและอาหารคาวต่าง ๆ
ขาเขียวมัทจะ ราคาแก้วละ 65 บาท
แล้วก็กลับมานอนกลางวันที่โรงแรมเหมือนเดิม เก็บแรงไว้เที่ยวตอนหัวค่ำแทน
พอช่วงเย็นก็ออกไปหาซื้อซาลาเปาทอดร้านโกอ้วน ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับร้านอื่น ๆ
ร้านโกอ้วน ซาลาเปาทอด
ขนมจีบทอดและซาลาเปาทอด
แล้วก็กลับที่พัก เพราะว่าฝนตกจนแฉะไปหมด ขอไม่เสี่ยงชีวิต กลัวตาย
เมืองหาดใหญ่
เข้าสู่วันที่ 3 เราออกไปทานติ่มซำร้านศิริที่ตั้งอยู่ถนนสวนสิริ ช่วงเวลาประมาณ 9.00 น. ก็เหลือเมนูให้เลือกไม่มากนัก สั่งเพียงแค่ 6 ถาด เป็นข้าวเหนียวไก่ทอด ซี่โครงหมู ขนมจีบ ฮะเก๋า กุยช่าย และก๋วยเตี๋ยวหลอด
ตั้งใจจะไปช่วงสายอยู่แล้ว เพราะว่าไม่อยากไปยืนเบียดกับชาวบ้าน เลยพลาดอดกินกั้ง
พนักงานร้านศิริแต๊เตี๊ยม
ติ่มซำหน้าต่าง ๆ
อร่อยสุดคือข้าวเหนียวไก่ทอดเห็ดหอม ราดด้วยซอส
ทานอาหารเช้าเรียบร้อย ก็เลยเดินเล่นแถวตัวเมืองตลาดหาดใหญ่ เดินรอบ ๆ ตลาดกิมหยง ซึ่งก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่
ตัดสินใจไปห้างโรบินสัน หาซื้อรองเท้าใหม่แทนคู่เดิม
พอเดินเข้าไปที่ลานโปรโมชั่นของห้างโรบินสัน สาขาหาดใหญ่ พนักงานเดินออกมาจากบูท ก้มมองตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับพิจารณาว่าลูกค้าคนนี้จะซื้อของหรือไม่
เสียงในใจบอกว่าพนักงานกำลังดูถูกลูกค้า (คิดไปเอง) ก็เลยตัดสินใจไม่ซื้อ
แต่ว่าได้หนังสือ 1 เล่มแทน ราคา 255 บาท
หนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น
แน่นอนว่าหาดใหญ่ช่วงบ่าย ๆ ไม่มีกิจกรรมอะไรน่าทำนอกจากกินแหลก ก็เลยเดินกลับที่พักเหมือนอย่างทุก ๆ วันที่ผ่านมา
ช่วงขากลับเดินผ่านร้านตัดผม คุณลุงคนหนึ่งกำลังวุ่นวายกับลูกค้าอยู่ เราเดินเข้าไปในร้านแล้วนะ แต่ตัดสินใจออกมา เพราะไม่อยากรอ ในใจคิดว่าอยากตัดผมที่ร้านแพง ๆ ร้านแฟชั่นสักครั้งหนึ่ง ราคา 180 บาท อะไรทำนองนี้ (เงินเหลือ)
กลับมาถึงโรงแรม นอนไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมง ก็ออกมาหามื้อเที่ยงทาน ก็เลยเป็นร้านอาหารตามสั่ง สั่งสุกี้แห้ง แม่ค้าใส่มะเขือเทศให้ด้วย อิเย็ดแหม่ เปรี้ยวสุด ๆ
สุกี้แห้งหมูบ้านมึงใส่มะเขือเทศ
ช่วงบ่ายเราใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่ห้างเซนทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ ได้รองเท้ามา 1 คู่ Converse Chuck Taylor All Star (CTAS) มีสีเขียวเข้มและสีทราย สีเขียวเข้มราคา 1,200 บาทและสีทรายราคา 1,500 บาท (ลดราคา Central Grand Sale 6.66) รุ่นเดียวกันแต่คนละสีที่ร้าน Super Sport ปรกติใส่ไซส์ 45 แต่เราลองดูแล้ว 44 พอดีเลย ไม่หลวม
ชั้นวางรองเท้าในร้านค้า
รองเท้าตรา Converse รุ่น Chuck Taylor All Star Malden Street Mid สี Vintage Cargo
ในใจคิดว่าอยากจะซื้อราคาถูกกว่านี้และเป็นแบรนด์ adidas หรือ k-swiss แต่ดูสภาพแล้วไม่สวยเลย
เดินไปดูกางเกงยีนส์ที่ลานโปรโมชั่น กางเกงยีนส์ของ Jack Russell ราคา 1,200 ที่ซื้อ 1 แถม 1 เราไม่ซื้อจ้า ไปซื้อของแบรนด์นิยมจีนส์แทน เป็นกางเกงผ้าชิโน 1 ตัวและผ้ายีนส์ 1 ตัว ราคา 900 บาท ซื้อ 1 แถม 1 เช่นเดียวกัน
ไว้อาลัยกับกางเกงเอว 36 นิ้วแปป
กางเกงยีนส์และกางเกงชิโน
หิ้วของพะรุงพะรังเดินออกจากห้างมายังตลาดกรีนเวย์ แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้เลือกซื้ออะไร เพราะคิดว่าจะไปทานสเต๊กที่ข้างวัดคลองเรียนแทน เดินต่ออีก 50 เมตรก็ถึงวัดแล้ว
ตลาดกรีนเวย์ ไนท์ มาร์เก็ต
ปรากฎว่าร้านสเต๊กข้างวัดคลองเรียนปิด ไม่เปิด ไม่มีข้าวของ เก้าอี้หรือโต๊ะแต่อย่างใด คาดว่าน่าจะปิดกิจการไปแล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่เราเห็นคือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (ฮา)
เฟลสุด ๆ เดินกลับโรงแรมแบบงง ๆ กินเคบับไก่กับขนมร้านเซเว่นอีเลฟเว่นแทนมื้อเย็น
กลับบ้าน
เช้านี้เราไปฝากท้องที่ตลาดหลังโรงเรียนแสงทองที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่เราพัก แม่ค้าต่างถามหาโครงการคนละครึ่งกันกระจุยกระจาย แต่ทว่าเราไม่ได้ลงทะเบียน ก็จ่ายเงินสดแทน
ข้าวมันไก่และบ๊ะจ่าง
ตั้งใจว่าวันนี้จะออกไปตัดผมกับร้านที่เดินผ่านเมื่อวันแรกที่มาถึง ร้าน Longyxng Barber แต่พอเดินมาถึงร้านปิด โทรศัพท์ตามเบอร์ที่ให้ไว้ใน Instagram ก็ไม่รับสาย ติดต่อไม่ได้ เฟลสุด ๆ
เดินกลับโรงแรม งั้นเปลี่ยนร้าน ไปตัดผมที่ร้านอาลี่เฮียแทน วอล์คอินเข้าไปเลย ราคาแพงก็ยอมจ่าย
กลายเป็นว่าโชคดีอีกแล้ว มีงานผู้สูงอายุร่วมกับอสม. หาดใหญ่ที่สวนสาธารณะเซียงตึ๊ง มีบริการตัดผมฟรีจ้า ประหยัดไปอีก โดยมีน้อง ๆ นักเรียนจากโรงเรียนสอนตัดผมดาวสยามมาให้บริการ รอไม่นานนักก็ได้ตัดผม แถมช่างมีการขอถ่ายรูปเอาไว้เป็นกรณีศึกษาด้วย พร้อมกับบอกว่าหัวเราผมเยอะ ผมขึ้นเป็นเส้นสม่ำเสมอ เหมาะกับการตัดผมทรงทูบล็อค แต่ไม่เป็นไร ขอเป็นรองทรงปรกติ
มีการแซวว่าเหงื่อเต็มตัวเลย (ฮา
กลับมาอาบน้ำสระผม เตรียมตัวเช็คเอาท์แล้วก็เดินกลับไปที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ แวะเข้าโรบินสันอีกรอบ เพราะว่าอยากได้เสื้อยืดตัวใหม่ เพราะช่วงนี้กำลังจัดโปรโมชั่นลดราคา 6.6 แต่ก็ไม่ได้ซื้ออยู่ดี
รถไฟออกล่าช้าจากสถานีชุมทางหาดใหญ่เพราะผู้โดยสารบางคนมาสาย แต่ขากลับคนค่อนข้างเยอะ บางคนต้องยืนเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม แล้วก็เข้าพิธีด่านตรวจคนเข้าเมืองตามปรกติ และใช้เวลารอรถไฟไม่นานมาก ประมาณ 10 นาที รถไฟ KTM ก็วิ่งเข้าชานชาลา เตรียมตัวกลับ Butterworth นั่งกันตั้งแต่ต้นสายยันปลายทาง
สถานีรถไฟ KTM Padang Besar
แล้วก็ตามกำหนดการเหมือนขามา รอเรียกขึ้นเรือข้ามฟาก นั่งรถเมล์กลับบ้าน ใช้เวลารวมทั้งหมด 5 ชั่วโมงพอดี
ภายในรถเมล์ Penang
สรุป
เป็นทริปรีชาร์จก่อนที่จะหมดไฟจากการทำงาน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าช็อปปิ้งในไทยมันจะสนุกขนาดนี้ ปรกติเราไม่ใช่สายช็อป ไม่ใช่สายกิน กินอาหาร 1 มื้อก็กลับไปนอนโรงแรม พอตกบ่ายก็เที่ยว อารมณ์แบบคนท้องถิ่น ไม่ชอบตระเวณไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อเสาะหาของอร่อย ๆ กิน
หาดใหญ่เป็นเมืองที่ขนส่งสาธารณะเกือบล้มเหลว มีวินมอเตอร์ไซค์กับแอปฯ เรียกรถ หรือจะเป็นรถโดยสารประจำทาง แต่ก็ยังไม่สะดวกอยู่ดี ต้องเช่ารถหรือมีจักรยาน เอาไว้ขี่ปั่นไปรอบ ๆ เมือง จะดีมากถ้ามีร้านให้เช่าจักรยาน
อินเทอร์เน็ตก็พอดี เน็ต 1 GB เพียงพอสำหรับการใช้งาน 7 วัน เพราะถ้าไม่ใช่เปิดดูวีดิโอหรือใช้เน็ตแรง ๆ เช่น ดาวน์โหลดไฟล์ ยังไงมันก็พอ ใช้แอปฯ ในโทรศัพท์ดูปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตยังเหลือเฟือ
รองเท้ากับกางเกงยีนส์ที่ซื้อมาถือว่าค่อนข้างพอใจเล็กน้อย ให้คะแนนความพึงพอใจ 6.5/10 เพราะว่านึกขึ้นได้ว่ามีรองเท้า adidas ที่ซื้อเมื่อตอนปี 2567 แล้วแทบไม่ได้ใส่เลย ราคาประมาณ 1,750 บาทกับรองเท้าหนังราคาประมาณ 2,550 บาท ในใจก็คือว่าแล้วฉันจะซื้อรองเท้าใหม่ทำไม
แต่เอาเข้าจริง เราคงไม่นั่งรถไฟหรือเครื่องบินเพื่อกลับไปเอารองเท้า adidas ที่บ้านหรอก ใช้เงินแก้ปัญหาง่ายกว่า
กางเกงยีนส์ก็ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ เพราะว่าไปค้นหาข้อมูล กลายเป็นว่าแบรนด์ Jack Russell นั้นดูดีกว่ามาก ใส่แล้วเท่กว่ามาก แต่เราดันไปซื้อของแบรนด์นิยมจีนส์แทน แต่ก็ไม่เป็นไร ลองเปิดใจดูก่อน ของที่มีราคาแพงใช่ว่าจะดีกว่า รอบหน้าค่อยซื้อ
เดินผ่านร้านน้ำหอม Maya ค่อนข้างถูกใจ แต่ก็ห้ามใจตัวเองไว้ทัน เพราะว่าเพิ่งซื้อน้ำหอมจากร้านค้าออนไลน์ไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เป็น EDP กลิ่นค่อนข้างทนทานยาวข้ามวัน
ฝนตกในยามเย็น
ปล. ฝนตกบ่อยไหไหม
โรงแรม
โรงแรมที่เช่าเป็นโฮสเตลแบบพรีเมี่ยม (Poshtel) ชื่อว่า Shi-o-ri Poshtel อยู่ตรงข้ามกับสวนสาธารณะเซียงตึ๊ง ราคาคืนละ 300 บาทนิด ๆ
ภายในห้องพักของโรงแรม
ประตูห้องพัก
พื้นที่รับประทานอาหารและตู้กดน้ำดื่ม