Skip to main content

การพัฒนาและเติบโตของเศรษฐกิจร่วมกับการผูกขาด

กับดักรายได้ปานกลาง หรือ Middle-income Trap พูดกันมายาวนาน มักจบทางออกด้วยคำว่านวัตกรรม ไม่ลึกไม่ไกลไปกว่านั้น แต่ในรายงาน World Development Report 2024 ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก กลับเสนอมุมมองที่ฉีกออกไป มีการวิเคราะห์ให้เห็นว่า อุปสรรคในการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องเศรษฐกิจ ถ้าไม่กล้าจัดการปมการเมืองและสังคม อย่างตลาดผูกขาด บทบาทรัฐวิสาหกิจ การใช้เครือข่ายของชนชั้นนำที่กีดกันคนเก่ง รวมถึงระบบชายเป็นใหญ่แล้ว ก็ยากที่จะหลุดพ้นไปเป็นประเทศรายได้สูง

ขอหยิบประเด็นด้านสังคมและการเมือง 8 หัวข้อที่น่าสนใจจากรายงานมาสรุปไว้ ดังนี้

  • การแยกการเมืองออกจากเศรษฐกิจอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นก่อนเคยทำ หรือความเชื่อว่าการเมืองจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ ขอให้นโยบายดี เศรษฐกิจก็จะดีเองนั้น กลายเป็นสิ่งที่ขัดกับโลกความเป็นจริงไปแล้ว เพราะมีข้อมูลชัดเจนว่า ประเทศไหนยิ่งมีเสรีภาพทางการเมืองต่ำ ก็จะยิ่งทำให้อัตราการเติบโต(ทางเศรษฐกิจ)ต่ำไปด้วย

  • การเพิ่ม(อัดฉีด)เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศรายได้ปานกลาง จะไม่ได้ผลเหมือนกับตอนที่ประเทศยังยากจนอยู่ เพราะการพัฒนาต่อไปอีกขั้นเป็นเรื่องของการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากระจายและต่อยอดในประเทศ จึงเกี่ยวพันแนบแน่นกับแนวทางการจัดสรรทรัพยากร บทบาทของเจ้าตลาด และโอกาสของคนเก่ง

  • ในรายงานนี้ใช้คำว่า Incumbent เยอะมาก (ในรายงาน 241 หน้า พบคำนี้ถึง 220 ครั้ง) ภาษาอังกฤษหมายถึง ผู้อยู่มาก่อน แต่ขอแปลว่า "เจ้าตลาด" น่าจะเข้าใจง่าย โดยเจ้าตลาดในรายงานนี้สะท้อนมิติทั้งทางเศรษฐกิจ (บริษัทธุรกิจ) การเมือง (นักการเมือง) และสังคม (ชนชั้นนำ) เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอปลายทางว่า ยังไงก็ต้องมีนโยบายจัดการกับเจ้าตลาด เศรษฐกิจถึงจะไปต่อ

  • ตามแนวคิดชุมเพเตอร์แบบดั้งเดิม นวัตกรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัย "การทำลายล้างที่สร้างสรรค์" ที่ผู้เล่นหน้าใหม่ใช้สู้กับเจ้าตลาดเดิม เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลมาแทนที่กล้องฟิล์มจนทำให้โกดักล่มสลาย แต่ในงานวิจัยใหม่ ๆ พบว่าเจ้าตลาดเดิมก็สามารถเป็นผู้สร้างสรรค์ได้เช่นกัน หากใช้ความได้เปรียบจาก "ขนาดการผลิต" (scale) ที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์ แต่เจ้าตลาดจะใช้หรือไม่ใช้นั้นเป็นเรื่องทางการเมือง ว่ารัฐฯจะสามารถจูงใจหรือบังคับให้เจ้าตลาดแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ได้หรือไม่

  • ปัญหาร่วมกันของประเทศรายได้ปานกลางก็คือ เจ้าตลาดมักไม่ได้ทะเยอทะยานที่จะพัฒนาตัวเองให้เข้าใกล้ "ขอบฟ้าเทคโนโลยี" (technology frontier) ในธุรกิจของตัวเอง แต่เลือกใช้คอนเน็คชั่นทางการเมืองของตัวเองในการกีดกันการแข่งขันจากผู้เล่นหน้าใหม่ ตัวอย่างที่น่าสนใจและตกใจคือประเทศอิตาลี ดังที่โชว์ในกราฟรูปตัว X งานศึกษาพบว่า บริษัทอิตาลียิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะมีลักษณะ 2 อย่างตามมา หนึ่งคือจะยิ่งจ้างนักการเมืองท้องถิ่นจำนวนเพิ่มขึ้น! และสองคือจะมีจำนวนสิทธิบัตรน้อยลง! พูดอีกอย่างก็คือ ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ก็ยิ่งมีคอนเน็คชั่นการเมืองเพิ่ม และยิ่งไม่สนใจพัฒนาเทคโนโลยี เป็นตัวอย่างด้านลบจากประเทศตะวันตก (อันที่จริงนับว่าดีแล้ว ที่อิตาลียังมีข้อมูลนี้ให้มาวิเคราะห์ต่อ เพราะหลายประเทศไม่มีข้อมูลด้วยซ้ำ)

  • โจทย์สำคัญทางนโยบายก็คือ แล้วรัฐฯจะจัดการเจ้าตลาดเหล่านี้อย่างไร? (เจ้าตลาดในรายงานนี้ยังรวมถึงรัฐวิสาหกิจด้วย) เพราะมักเป็นผู้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในตลาดที่ได้เปรียบอยู่แล้ว โดยรายงานนี้ให้ความสำคัญกับหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขัน (competition authority) ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีหน้าที่อนุมัติหรือห้ามปรามการควบรวมกิจการของบริษัทใหญ่ พฤติกรรมการฮั้วหรือเอาเปรียบรายย่อย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงก็คือการส่งสัญญาณให้กับผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งจากในและนอกประเทศที่เก่งกว่า ว่าอยากเข้ามาแข่งขันเพื่อยกระดับสินค้าและบริการแค่ไหน หรือหนีไปลงทุนที่อื่นแทนดีกว่า เพราะไม่ต้องมาเสี่ยงสู้กับเจ้าตลาดผู้มีคอนเน็คชั่น

  • นอกจากการกำกับดูแลการแข่งขันแล้ว โจทย์อีกข้อของประเทศรายได้ปานกลางคือ ต้องทำให้ความรู้ความสามารถเป็นหลักพื้นฐานในการจ้างงานและเลื่อนสถานะทางสังคม เพราะระบบที่ให้รางวัลกับคนเก่ง (Rewarding Merit) ย่อมสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาระดับปัจเจก ส่งผลดีต่อการพัฒนาองค์กรและเทคโนโลยีสืบเนื่องตามมา ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริง ตลาดแรงงานในประเทศรายได้ปานกลางมักถูกบิดเบือนด้วยปัจจัย 3 อย่าง คือ เส้นสาย ภูมิลำเนา และค่านิยมชายเป็นใหญ่ หรือที่รายงานสรุปเป็น 3Ns คือ Networks, Neighborhoods และ Norms คนเก่งที่ไม่ก้าวหน้าในสังคมแบบนี้ ย่อมมองหาโอกาสในต่างแดน ทำให้เกิดสภาวะสมองไหล ส่วนบริษัทเจ้าตลาดที่จ้างงานด้วยเส้นสาย ก็ใช้คอนเน็คชั่นการเมืองปกป้องการแข่งขันไว้ต่อไป

  • ในปัจจุบัน การออกแบบนโยบายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่สร้างสรรค์ระหว่างเจ้าตลาดและผู้เล่นหน้าใหม่ จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่ละเอียดระดับองค์กร (firm-level data) ที่จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจพฤติกรรมขององค์กรในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น บริษัทลักษณะใดที่เน้นตลาดส่งออก บริษัทแบบไหนเน้นตลาดภายใน บริษัทแบบไหนที่มีการจดสิทธิบัตรเป็นจุดแข็ง

ประโยคนี้ในรายงาน (หน้า 20) น่าจะสรุปประเด็นสังคมและการเมืองของกับดักรายได้ปานกลางได้ดีครับ

By preserving privilege, it is stymying creation. อภิสิทธิ์กับความคิดสร้างสรรค์ ไปด้วยกันไม่ได้.

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร - Veerayooth Kanchoochat. การเมืองและสังคมในกับดักรายได้ปานกลาง. เฟซบุ๊ก. 2 มกราคม 2568, เข้าถึงเมื่อ 2 มกราคม 2568