Skip to main content

5 จุดอ่อนฮุน เซน

ท่านผู้อ่านเคยดูสารคดี How to Become a Tyrant บน Netflix ไหมครับ?

เป็นสารคดีที่บอกเล่าเส้นทางของเผด็จการที่โหดที่สุดในโลก เหมือนเป็นคู่มือว่าถ้าใครอยากปกครองประเทศด้วยหมัดเหล็ก ต้องทำอย่างไร

ในซีรีส์นั้น เราจะได้เห็นชื่ออย่าง ฮิตเลอร์, สตาลิน, คิม อิลซุง, ซัดดัม ฮุสเซน, อีดี้ อามิน หรือกัดดาฟี ทุกคนล้วนใช้สูตรคลาสสิคของอำนาจ คือสร้างศัตรู ทำลายฝ่ายค้าน บงการความจริง และเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัว

แต่ชื่อหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏในสารคดีชุดนั้น

คือชื่อของผู้ชายคนหนึ่งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้เกือบ 40 ปี ผ่านสงครามกลางเมือง การปิดปากคู่แข่งทางการเมือง การยุบพรรคฝ่ายค้าน ความรุนแรง ความเงียบ และความกลัว การสร้างฐานะความร่ำรวยจากธุรกิจใต้ดิน เทาๆ

จะเป็นใครไม่ได้ตอนนี้ เขาคือ "ฮุน เซน"

ผมจะเดาว่าขนาดคอการเมืองอย่างท่านผู้อ่านมติชนสุดสัปดาห์ถ้าถามตอนนี้นึกเร็ว ๆ คงจะมีเรื่องคลิปจาก Al Jazeera เรื่องการสั่งฆ่า ลิม กิมยา (Lim Kimya) เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2025 กลางวันแสก ๆ หน้าร้านอาหารในย่านบางลำพู

ตำรวจไทยเปิดเผยว่า ได้ออกหมายจับและร้องขอหมายแดงจาก Interpol สำหรับ ลีย์ รัตนรัศมี (Ly Ratanakrasmey) ที่ปรึกษาคนสนิทของอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไป แต่มีหลักฐานว่าถูกวางแผนจากต่างประเทศ โดยลีย์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดการแผนสังหารและจ่ายเงิน 60,000 บาทให้มือปืนชาวไทยในการลงมือฆ่า

นอกจากนี้ ยังมีชื่อของ พิช คิมศริน (Pich Kimsrin) ชาวกัมพูชาที่เป็นผู้ชี้เป้าในกรุงเทพฯ ปรากฏในสำนวนคดีอีกด้วย

หลังจากนั้นผมเริ่มสนใจ เลยลองว่าถ้าเราย้อนถอยหลังไปแล้วมีเรื่องราว และเขียน "5 อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดที่ฮุน เซน เคยก่อมีอะไรบ้าง?" มีดังต่อไปนี้

รัฐประหารปี 1997

เมื่ออำนาจถูกยึดด้วยเลือด

เดือนกรกฎาคม ปี 2540 หากคุณอยู่ในกรุงพนมเปญ คุณจะเห็นรถถังวิ่งบนถนน เสียงปืนดังทั่วเมืองและคุณจะรู้ทันทีว่า คำว่า "รัฐบาลผสม" ที่เคยมีในกัมพูชาได้สิ้นสุดลงแล้ว

ย้อนกลับไป 4 ปีก่อนหน้านั้น ปี 1993 กัมพูชาเพิ่งมีการเลือกตั้งเสรีภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ (UN) ผลเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC) ของเจ้าชายนโรดม รณฤทธิ์ ชนะการเลือกตั้ง

แต่ฮุน เซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ปฏิเสธผลการเลือกตั้ง เกิดวิกฤต

และสุดท้ายก็มีการจัดตั้งรัฐบาลสองหัวที่ทั้งคู่ไม่เคยไว้ใจกันเลย

จนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 1997 ฮุนเซนกล่าวหาว่าฝ่ายฟุนซินเปกร่วมมือกับกลุ่มเขมรแดง และใช้ข้ออ้างนี้เปิดฉากรัฐประหาร

รถถังเข้ายึดสื่อ วิทยุ สนามบิน และกระทรวงต่าง ๆ ภายในไม่กี่ชั่วโมง กองกำลังพิทักษ์ของเขาจับกุมและประหารเจ้าหน้าที่ฟุนซินเปกจำนวนมาก

มากกว่า 100 คน ถูกฆ่าทิ้งอย่างไร้ความปรานี บางคนถูกยิงขณะมัดมืออยู่ บางศพถูกพบในคูน้ำหลังค่ายทหาร นักการทูตจากฝรั่งเศสและสหประชาชาติประเมินว่าอาจมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 200 - 300 คน รวมทั้งศพของโฮ ซก รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ถูกทิ้งไว้ข้างทางหลังจากถูกควบคุมตัวไปที่กระทรวงที่เขาทำงานอยู่เอง

หลังจากวันนั้น ฮุน เซน กลายเป็นผู้ปกครองเพียงคนเดียวของประเทศ

เพราะในรอบสามทศวรรษ ฮุน เซน ได้จัดการฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองทีละพรรค ตั้งแต่ Sam Rainsy Party, League for Democracy Party และ CNRP จนถึง Candlelight Party ในปี 2023 ซึ่งถูกกันออกจากการเลือกตั้งอย่างสิ้นเชิง

ทำให้กัมพูชาแทบไม่เหลือเวทีสำหรับฝ่ายค้านโดยสงบอีกต่อไป

K5 Plan

โครงการที่นำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมากของพลเรือน

ระหว่างปี 1984 - 1989 ก่อนการรัฐประหารในปี 1997 รัฐบาลประชาชนกัมพูชาภายใต้การสนับสนุนของเวียดนาม ซึ่งฮุน เซน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและมีบทบาทในคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้ดำเนินโครงการ K5 Plan โดยมีเป้าหมายอย่างเป็นทางการคือ สร้างแนวป้องกันตามพรมแดนด้านตะวันตก (ฝั่งไทย) ของกัมพูชา เพื่อสกัดการแทรกซึมของกลุ่มเขมรแดงที่หลบหนีอยู่ตามชายแดนไทย

โครงการนี้อาศัยการระดมพลเรือนราว 300,000 คน จากทั่วประเทศเข้าไปยังพื้นที่ชายแดนที่ยังเต็มไปด้วยกับระเบิด โรคเขตร้อน และขาดโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

แรงงานเหล่านี้ต้องขุดแนวคูเพลาะ วางรั้ว ล้างป่า และสร้างแนวป้องกัน โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือบริการทางการแพทย์อย่างเพียงพอ

แหล่งข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและนักวิจัยด้านประวัติศาสตร์กัมพูชา เช่น จาก David Chandler, Ben Kiernan, หรือโครงการ PRIO (Peace Research Institute Oslo) ระบุว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 30,000 - 100,000 คน โดยมีสาเหตุหลัก ได้แก่ โรคมาลาเรีย, ภาวะขาดอาหาร, อุบัติเหตุจากกับระเบิด และการขาดการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

แม้โครงการจะสิ้นสุดในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการสืบสวนหรือยอมรับความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลกัมพูชา

และโครงการ K5 ก็ยังคงเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่ถูกวิพากษ์ว่าเป็น "Militarized Labor Policy" ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือนในช่วงหลังสงครามเขมรแดง

Leopard-skin Reform

ยึดทรัพย์ที่ดินทั้งประเทศ แล้วแจกพวกพ้อง

หลังจากครองอำนาจได้เต็มมือ ฮุน เซน ก็เริ่มเปลี่ยนกัมพูชาให้กลายเป็นบริษัทครอบครัว ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา

ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ฮุน เซน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (1998-2023) รัฐบาลของเขาได้ดำเนินนโยบายให้สัมปทานที่ดินเชิงเศรษฐกิจ (ELCs) และออกพระราชกฤษฎีกาย่อยที่โอนที่ดินจากเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไปยังการใช้ประโยชน์อื่น ๆ อย่างกว้างขวาง โดยมีการให้เช่าที่ดินเกือบ 45% ของพื้นที่ทั้งหมดในประเทศกัมพูชา แก่นักลงทุนเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ

กระบวนการเหล่านี้มักดำเนินการอย่างไม่โปร่งใสและเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำทางการเมือง โดยส่งผลให้ชุมชนในชนบทจำนวนมากต้องถูกขับไล่ และพื้นที่ป่าถูกทำลายอย่างรุนแรง

คำว่า "Leopard skin land reform" (การปฏิรูปที่ดินแบบหนังเสือดาว) เป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้ในเชิงวิพากษ์เพื่ออธิบายการปฏิรูปที่ดินที่ไม่ต่อเนื่อง ไม่ครอบคลุม และกระจัดกระจาย โดยมีลักษณะเหมือนลายหนังเสือดาว-มีจุดๆ แห่งความคืบหน้าอยู่บ้าง แต่เต็มไปด้วยช่องว่างที่ยังคงมีปัญหาอยู่

นักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชนใช้คำนี้เพื่ออธิบายนโยบายที่ดูเหมือนมีความตั้งใจจะแจกจ่ายที่ดินให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการให้สิทธิ์ในที่ดินเฉพาะจุด โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนหรือผู้ใกล้ชิดรัฐบาล

ตามข้อมูลจาก Global Witness และ LICADHO ประชาชนกัมพูชามากกว่า 700,000 คน ต้องถูกไล่ที่ บางคนอยู่มาหลายรุ่นโดยไม่มีโฉนด บางคนมีเอกสารครบแต่ก็แพ้ให้กับรถแทรกเตอร์และกองกำลังติดอาวุธที่มากับ "คำสั่งรัฐบาล"

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือกรณีบึงกัก (Boeung Kak Lake) ทะเลสาบกลางกรุงพนมเปญที่เคยเป็นที่ทำกินของชุมชนกว่า 4,000 ครอบครัว จู่ ๆ ก็ถูกถมด้วยทราย เพื่อสร้างคอนโดมิเนียมหรูและศูนย์การค้าในปี 2007

บริษัทที่ได้รับสิทธิ์พัฒนาโครงการคือ Shukaku Inc. ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ เลา เมง คิน สมาชิกวุฒิสภาและมหาเศรษฐีคนสนิทของฮุน เซน

ในขณะที่ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะไร้ที่อยู่อาศัยและขาดที่ดินทำกิน ครอบครัวของผู้นำทางการเมืองระดับสูงกลับถือครองความมั่งคั่งและอิทธิพลในเชิงเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง

รายงานของ Global Witness ปี 2016 ระบุว่า สมาชิกในครอบครัวมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนอย่างน้อย 114 แห่งในกัมพูชา ครอบคลุมทั้งสื่อ โทรคมนาคม การนำเข้า และอุตสาหกรรมบันเทิง

บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเครือครอบครัวดังกล่าว ได้แก่ Bayon TV และสถานีวิทยุที่มีบทบาทสำคัญในด้านการกระจายข่าวสาร

Moon Media ซึ่งครองตลาดป้ายโฆษณาทั่วประเทศ

และ K Thong Huot Telecom ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์นานาชาติ อาทิ Lenovo, Nokia และ Electrolux

อีกทั้งยังมีบทบาทในธุรกิจโรงภาพยนตร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง Legend Cinema รวมถึง G Gear (Cambodia) ตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ดังจากเกาหลีและญี่ปุ่น

ในอีกด้านหนึ่ง สมาชิกในเครือญาติยังมีบทบาทในกลุ่มบริษัทการเงิน Huione Group ซึ่งสื่อระหว่างประเทศรายงานว่าอาจเชื่อมโยงกับธุรกรรมคริปโตและฟอกเงินข้ามพรมแดน มูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2021 รวมถึงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัมปทานเหมืองแร่ใน จ.มณฑลคีรี ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม

กรณีเหล่านี้สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่รวมศูนย์ในมือของครอบครัวการเมือง และชี้ถึงความจำเป็นของกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระเพื่อป้องกันระบบทุนนิยมพวกพ้องและการใช้อำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ยิงใส่ผู้ประท้วง

แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันที่ 3 มกราคม 2014 ณ แยก Veng Sreng ใจกลางกรุงพนมเปญ เคยมีแรงงานเย็บผ้าหลายพันคนออกมาประท้วง พวกเขาขอเพียงให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดือนละ 80 ดอลลาร์ เป็น 160 ดอลลาร์

แรงงานเหล่านั้นได้คำตอบจากรัฐคือกระสุนจริง

กองกำลังของฮุน เซน โดยเฉพาะหน่วยรักษาความปลอดภัยพิเศษ ที่เรียกว่า BHQ – Bodyguard Headquarters ใช้ AK-47 ยิงใส่ผู้ชุมนุม มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนในวันเดียว ได้รับบาดเจ็บ 38 คน

ก่อนหน้านั้นในปี 1997 กองกำลังกลุ่มเดียวกันถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในเหตุการณ์ขว้างระเบิดใส่ขบวนของสม รังสี นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดังมีผู้เสียชีวิต 16 ราย และบาดเจ็บกว่า 150 คน

พล.อ.ฮิง บุนเฮียง ผู้บังคับบัญชาหน่วย BHQ นี้ถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรในปี 2018 ภายใต้กฎหมาย Global Magnitsky Act

ค้ามนุษย์แบบเงียบ

ในคราบรีสอร์ตและกาสิโน

ในช่วงหลังของยุครัฐบาลฮุน เซน กัมพูชาไม่ได้โด่งดังเรื่องการพัฒนา แต่กลับถูกพูดถึงไปทั่วโลกว่าเป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา สื่อตะวันตกหลายแห่ง เช่น Reuters, Al Jazeera และ Vice ตีแผ่เรื่องราวของคอมพาวด์ หรือศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ที่ตั้งอยู่ในเมืองสีหนุวิลล์ ปอยเปต และแนวชายแดน

คนงานจากจีน ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถูกล่อลวงให้เข้ามา

เมื่อเข้ามาแล้ว โทรศัพท์จะถูกยึด หนังสือเดินทางจะหาย และไม่มีวันได้ออกไป พวกเขาถูกบังคับให้ทำงาน 16 - 18 ชั่วโมงต่อวัน หลอกเงินคนทั่วโลกผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ปลอม ถ้าทำผลงานไม่ได้ก็จะถูกทรมาน บางคนถูกไฟฟ้าช็อต บางคนถูกขังเดี่ยว บางคนกระโดดตึกเสียชีวิต

รีสอร์ตและโรงแรมที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการบางแห่งถูกเชื่อมโยงกับบริษัทของ ส.ว. ไล ย่ง ภัทร ที่ปรึกษาคนสนิทของฮุน เซน

ในปี 2024 สหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตรเขาและบริษัทในเครือ LYP Group อย่างเป็นทางการ กล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการใช้แรงงานบังคับ


นี่คือ 5 จุดอ่อนของฮุน เซน ที่รวบรวมมาจากการทบทวน วิจัย การค้นคว้าข่าวจากสื่อต่างประเทศ บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ (Literature review, Press Search, Expert interview) ที่ชี้เป้าให้

จะเป็นจุดอ่อนหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์หรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสังหารฝ่ายค้านในประเทศไทย (เป็นเรื่อง Extrajudicial Killings)

เรื่องอุ้มหายซ้อมทรมาน (UN working group on Enforced Disapperances)

จนถึงข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบอบฮุน เซน (ตอนนี้กำลังรวบรวมทีมคนรุ่นใหม่ แกะเส้นทางการเงินที่ประเทศ Malta หรือ Cyprus ของฮุน เซน ตามเอกสารที่พบเจอ)

สุดท้ายนี้ ที่ผมเขียนมา มีเรื่องอยู่ในหัวสองเรื่อง

เรื่องที่หนึ่งคือ หรือจริง ๆ แล้วคนกัมพูชากับคนไทยส่วนใหญ่ ก็อาจจะมีศัตรูคนเดียวกัน ชื่อ ฮุน เซน และเรื่องที่สองคือ จริง ๆ แล้วถ้าคนกัมพูชามาอ่านก็คงจะบอกว่าประเทศไทยก็มีเหมือนกัน

5 ข้อที่ผมเขียนไปก็อาจจะเข้าเราทุกข้อ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์. 5 จุดอ่อนฮุน เซน. มติชนสุดสัปดาห์. 11 สิงหาคม 2568, เข้าถึงเมื่อ 17 สิงหาคม 2568