2015 Singapore Trip
เรื่องเล่าการไปเที่ยวต่างประเทศกับการนั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต
ก่อนหน้านั้นไม่เคยนึกหรือฝันมาก่อนว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศ จู่ ๆ ก็มีโชคหล่นทับใส่ คือการได้ไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก แถมยังเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดในโลกอีกต่างหาก นั่นก็คือประเทศสิงคโปร์
พี่สาวโทรศัพท์มาชวนไปเที่ยวประเทศสิงคโปร์ เพราะเป็นการซื้อตั๋วเครื่องบินแบบโปรโมชั่นแบบหมู่คณะจำนวนทั้งหมด 6 คน ราคารวมที่พัก เราก็ตกลงไปด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกในทีมไม่มีคนเก่งเรื่องภาษา
แต่ว่ามีเพียงแค่ 4 คนเท่านั้นที่สามารถเดินทาง พี่สาวไปสามารถไม่ได้ ทำให้ทริปนี้กลายเป็นทริปกับคนแปลกหน้าไปตลอดการเดินทาง
เคยได้ยินชื่อประเทศสิงคโปร์มานานมากแล้ว แต่ไม่รู้จักว่าอยู่ส่วนไหนบนโลกนี้ กบในกะลาสุด ๆ ส่วนเพื่อนของเรานั้นไปสิงคโปร์ตั้งแต่สมัยเรียนในปี 2553
เตรียมตัวก่อนการเดินทาง
หลังจากที่มหาวิทยาลัยปิดเทอม เราเดินทางไปทำหนังสือเดินทางที่กรมการกงศุล ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขียนที่อยู่จัดส่งไปไว้ที่บ้านที่ต่างจังหวัด
แล้วเราก็ไม่ได้สนใจอะไรเลย จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นปฏิทินที่มีบันทึกสั้น ๆ เขียนไว้ว่า "เดินทางไปสิงคโปร์" ในระยะเวลาอีกไม่กี่วัน
เท่านั้นแหละ งานเข้า รีบนั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทาง
รีบค้นหาร้านแลกเงินที่ให้ราคาดีที่สุด ได้มาในอัตรา 1 เหรียญ 25.05 บาท ไปถอนเงินสดที่ธนาคาร แล้วก็นั่งรถเมล์มาแลกเงินที่ร้าน Superrich Thailand สาขาการบินไทยมาในราคา 400 เหรียญ (10,040 บาท)
ถ้าหากว่าเรตต่างกันไม่มาก ให้เลือกร้านที่ใกล้เราที่สุด เพราะจะประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวมมากกว่า เราอาจจะได้เรตที่ดีที่สุด แต่ค่าน้ำมันรถ ค่าเดินทางด้วยรถไฟฟ้า คิดรวม ๆ แล้วอาจจะแพงกว่ากันมาก
วันแรกของการเดินทาง
4 กรกฎาคม 2558 เป็นวันเดินทางวันแรก
เรานั่งรถเมล์ออกไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ห้างกันตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะไม่มีเสื้อผ้าสำหรับใส่ไปเที่ยวเลยสักชิ้น ได้เป็นเสื้อยืดเปล่า ๆ 2 ตัว
ทุลักทุเลสุด ๆ เหมือนคนซื้อตั๋วแล้วบินภายในวันเดียวกัน
จัดกระเป๋าเป้ รด. พร้อมกับแผนการเดินทางที่พี่สาวเขียนไว้ให้
แผนการท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์
ช่วงบ่ายเราไปรวมตัวกับสมาชิกที่เหลือที่ห้างเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว และนั่งรถแท็กซี่ไปที่สนามบินดอนเมือง เตรียมตัวขึ้นเครื่องบินของสายการบินไทย แอร์ เอเชีย เครื่องบินออกตอน 18.00 กับชาย 3 หญิง 1
เพื่อนที่ไปด้วยกันก็แลกเงินในห้างเซ็นทรัลก่อนบินไม่กี่ชั่วโมง หนักกว่าเราอีก แม้ว่าจะได้เรตไม่ดี แต่เมื่อคำนวณดูแล้วก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางเพิ่ม
สิงคโปร์
เราเดินทางถึงสิงคโปร์ช่วงดึก สิ่งที่เราทำกันนั้นก็คือไปเดินเล่นในสนามบินทั้ง 3 เทอร์มินอล
แวะทานมื้อดึกบริเวณอาคารผู้โดยสาร 2 แต่ไม่กล้าสั่ง เลยซื้อแมคโดนัลด์กินประทังชีวิตไปก่อน จากนั้นก็เดินเที่ยวในสนามบิน มีที่เที่ยวเยอะมาก ละลานตาและน่าสนใจ
ร้านอาหารในอาคารผู้โดยสาร T2
เนื่องด้วยว่าเราต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายกัน เลยเลือกที่จะนอนที่สนามบิน 1 คืนก่อนเข้าเมืองในวันรุ่งขึ้น เราเลือกนอนพักแถวเกต T2 เพราะเงียบสงัด คนไม่พลุกพล่าน และใกล้ห้องน้ำ
เกตในอาคารผู้โดยสาร T2
แอบถ่ายตอนนอน สังเกตว่าทุกคนแยกย้ายกันไปตามเก้าอี้ 555 ในสนามบินเปิดไฟสว่างแม้ว่าจะเป็นเวลาตี 3 ก็ตาม
City Center
อรุณสวัสดิ์ยามเช้าประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2558 เวลาประมาณ 05.00 เตรียมตัวเข้าเมือง
โดนไล่ให้ไปใช้เคาเตอร์ด่านตรวจคนเข้าเมือง T1 และก็ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองตามปรกติ เจ้าหน้าที่ฯ ไม่ถามอะไรเลย ปั๊มตราแล้วก็ให้ผ่านเลย
เราเลือกซื้อบัตร EZ-link ราคาใบละ 12 SGD แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าไปที่พักที่จองไว้แถว Chinatown ชื่อว่า Rucksack Inn (Temple St.) หายากสุด
เราฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ล้างเนื้อล้างตัว เปลี่ยนไปใส่รองเท้าแตะ และออกไปทานอาหารเช้ากัน นั่นก็ Kaya Toast (ขนมปังสังขยา) ที่ขึ้นชื่อในสิงคโปร์ เป็นชุดไข่ลวกและขนมปัง แล้วก็มีน้ำชามะนาว (เปรี้ยวมาก)
ยังไม่ทันได้สั่ง พนักงานก็มัดมือชก สั่งอาหารให้เลย
อย่าเพิ่งนั่งโต๊ะที่ร้าน ให้ยืนดูเมนูที่ติดอยู่ตามฝาบ้านเสียก่อน มิฉะนั้นอาจโดนมัดมือชก ประจานชื่อร้านเลย ร้าน Ya Kun Kaya Toast สาขา 18 China Street อีสันดาน
จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ที่ร้าน Seawell ที่ People's Park Centre ได้มา 2 ชนิดคือบัตร Universal Studio และ Sands Skypark
สิ่งแรกที่เราจะไปเที่ยวกันก็คือสิงโตพ่นน้ำ (Merlion) ที่ตั้งอยู่ปากแม่น้ำสิงคโปร์ เราเดินผ่านย่าน Clark Quay ลัดเลาะเลียบแม่น้ำสิงคโปร์มาเรื่อย ๆ
บ้านเรือนริมแม่น้ำสิงคโปร์
สำนักงานใหญ่ Singtel
ระหว่างทางเจอลุงแก่ ๆ ขายไอศกรีมวาฟเฟิล 1 เหรียญ แต่กูไม่ซื้อโว้ย กลับไปซื้ออีกเจ้าที่ขายแพงกว่า 1.2 เหรียญ (ฮา)
สิงโตพ่นน้ำ
ณ มุมมหาชน Merlion อากาศร้อนมาก โคตรร้อน ถ่ายรูปมานิดเดียว ใช้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่าย
สิงโตพ่นน้ำ (Merlion)
ควรพกร่มไปด้วย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวร้อนมากที่สุด
พอเที่ยงวัน เราข้ามสะพานไปทานมื้อเที่ยงที่ห้าง Marina Square ทานที่ศูนย์อาหาร เลือกทานข้าวหน้าเป็ด และเดินต่อไปยังสถานที่ใกล้ ๆ กันนั้น นั่นคือน้ำพุแห่งความรุ่งเรือง (Foutain of Wealth) เป็นน้ำพุสูงประมาณ 2 ชั้น สามารถเข้าดูได้ทั้งด้านบนและชั้นใต้ดิน และแวะพักนั่งเล่นอินเทอร์เน็ตที่ห้าง Suntec City เพราะเมื่อยขามาก
เมื่อหายเหนื่อยจากการเดินชมรอบเช้า ณ สิงโตพ่นน้ำแล้ว เราก็เดินทางไปที่ Marina Bay Sands ด้วยการนั่งรถไฟฟ้าไปยังสถานี Bay Front ที่ตั้งของโรงแรม Marina Bay Sands
โรงแรม Marina Bay Sands เป็นอะไรที่ว้าวมาก ๆ มีคลองสำหรับพายเรือในห้าง มีร้าน Louis Vuitton กลางน้ำ และที่ชั้นดาดฟ้าของห้าง มีทางเชื่อมเข้ามาในส่วนโรงแรม แถมยังมีการสร้างทางเชื่อมต่อไปยัง Gardens by the Bay ไว้ด้วย
นอนกลางวัน
ที่ Gardens by the Bay เป็นสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ชั้นนอกสุดของประเทศสิงคโปร์ เราเดินกันจนทั่ว แถมยังง่วงนอนอีกต่างหาก ตัดสินใจนอนพักกันตรงม้านั่งข้าง ๆ กันทั้งหมด 4 คน เพราะมันเหนื่อยมาก ๆ เพราะเดินมาทั้งวัน
จนเวลาเริ่มตกเย็น เราตัดสินใจขึ้นชมวิว Sands Skypark กันในวันนี้ และเดินย้อนกลับไปที่ Marina Bay Sands อีกครั้ง และก่อนจะเข้าลิฟท์ก็มีการถ่ายรูป และนำไปปริ๊นต์ขายให้เราชั้นบน
เพื่อนพยายามถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกในโทรศัพท์มือถือ พนักงานเห็นเข้า ก็เดินไปหยิบรูปทิ้งถังขยะเลย
ชั้นที่ 56 อากาศเย็นมาก ก็เก็บภาพถ่ายรูปไว้ มองเห็นทะเล แล้วก็มีการขายของที่ระลึกอยู่ชั้นบน
คนอื่นถ่ายรูปกันรัว ๆ ส่วนกลุ่มพวกเรานั่งกับพื้นดูวิวไปมา
Singapore Flyer
พอตกดึกก็มีการแสดงแสงสีเสียงของ Gardens by the Bay ซึ่งมองจากชั้นดาดฟ้าของโรงแรมเห็น การแสดงแสงไฟชองชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer และการแสดงเลเซอร์ของโรงแรม Marina Bay Sands เองด้วย เป็นการฉายภาพยนตร์สั้นๆผ่านม่านน้ำโดยใช้เลเซอร์
หมดวันก็กลับย่าน Chinatown เราฝากท้องมื้อดึกกับแมคโดนัลด์อีกแล้ว เพราะคิดว่าศูนย์อาหารก็คงปิดหมดแล้ว
Sands Skypark แนะนำให้ขึ้นช่วง 17.00 เพราะจะได้เห็นวิวทั้งกลางวันและกลางคืนไปในตัว
เข้าสวนสนุก
เช้าวันจันทร์วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 วันแห่งสวนสนุก Universal Studio
ที่โฮสเทลมีบริการอาหารเช้าฟรี เป็นขนมปังปิ้งพร้อมไส้ครีมและน้ำชา กาแฟ ซึ่งไม่อิ่มท้องแน่นอน จึงข้ามถนน เดินไปยังศูนย์อาหาร Maxwell ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก ตั้งใจจะไปกินข้าวมันไก่ Tian Tian
เจ้ากรรม ร้านยังไม่เปิด เลยสั่ง Mee Rebus ราคา 2 เหรียญมากินแทน กินกับส้มมะปี๊ด รสชาติอร่อยดี
จากนั้นเรานั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Vivo City ซึ่งเป็นปลายทางไปยัง Resort World Sentosa เสียค่ารถไฟรางเดี่ยว Monorail 4 เหรียญ คนแน่นเต็มรถ แต่ระหว่างทางที่ไปก็เห็นแล้วว่า มันมีทางเดินเชื่อมเท้า ขากลับฉันจะไม่ยอมเสียเงินนั่งรถไฟ Monorail นี้อีกแล้ว
พอไปถึงก็มีลูกโลกใบใหญ่ ๆ ประจำสวนสนุก Universal Studio ที่คนชอบไปถ่ายกัน เราเฉย ๆ เดินเข้าสวนสนุกไปเลย ระหว่างทางเข้าก็มีร้านมาเปิดขายสินค้าแบรนด์ Universal Studio มีธีมต่าง ๆ เช่น ซาฟารี ปราสาทเจ้าหญิงเจ้าชาย จูราสสิคพาร์คไดโนเสาร์ มัมมี่ นิวยอร์ก ถนนบูเลอวาร์ด
โดยรวมแล้วถือว่าเล่นเครื่องเล่นเกือบทั้งหมด ยกเว้นแกรนด์แคนย่อนและ Water World
ถุงพลาสติกสำหรับใส่ร่มเปียก
ทานข้าวเที่ยงที่โซนจูราสสิค เป็นข้าวแกงกะหรี่ไก่ (Nasi Rendang) ราคา 11 เหรียญ (โคตรแพง) ซึ่งเราสามารถใช้ตั๋วเป็นส่วนลด 5 เหรียญ จ่ายเพียง 6 เหรียญ แต่ก็ยังแพงอยู่ดี
เราเล่นเครื่องเล่นกันจนสวนสนุกปิด ไม่เน้นสนุก เน้นคุ้ม บางเครื่องเล่นวนเล่นไปต่อเรื่อย ๆ
หาทางกลับบ้าน
หลังจากสวนสนุกปิดก็ออกมาข้างนอก ซื้อข้าวผัดกิมจิของเซเว่นอีเลฟเว่นกลับไปกินที่โรงแรม แต่คราวนี้ขออวดฉลาดหน่อย ฉันไม่ยอมเสียเงินขึ้นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว 4 เหรียญอีกต่อไป
ก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าถ้าจะเข้าเมืองก็ต้องไปต่อคิวขึ้นรถไฟฟ้าโมโนเรล แล้วก็มีคนไทยตะโกนมาว่าถ้าจะไป Vivo City ต้องนั่งรถไฟฟ้าไป
ยังไม่ยอมแพ้ เพราะตอนขามา เราเห็นทางเดินข้างเลียบแม่น้ำ คืออยากกลับเส้นทางนั้น (แท้จริงคืออยากประหยัด) แต่ไม่รู้มันอยู่ตรงไหน มันซ่อนอยู่อยู่ด้านหลังของ Universal Studio นั่นเอง
เส้นทางนี้เราเรียกว่า Sentosa Broadwalk มีบันไดเลื่อนช่วยเดิน ดูวิวรอบไปในตัว แล้วก็มาถึง Vivo City แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับโรงแรม
การนั่งรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ขาเข้าเกาะ Sentosa เสียค่าตั๋ว 4 เหรียญ ส่วนขากลับนั่งฟรีจ้า โง่เองเนอะ
ไม่หลับไม่นอน
กลับถึงที่พักได้ไม่ทันไร ก็กินข้าวที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ แล้วออกไปตะลุยยามค่ำคืนกันต่อ
เราไปที่สะพาน DNA ที่มีชื่อว่า Helix ที่อยู่ตรง Marina Bay Sands ในช่วงเวลา 22.00 น.
ถ่ายรูปไปได้สักพักก็เริ่มง่วง เราก็ขอตัวกลับโรงแรมก่อน ซึ่งในเวลานั้นรถไฟฟ้าใต้ดินปิดหมดแล้ว ก็เหลือทางเลือกทางเดียวคือเดินกลับที่พัก
ทุกคนเดินกลับที่พักกันหมด จากสะพาน Helix มายังย่าน Chinatown
วันสุดท้าย
วันสุดท้ายของวันนี้เป็นทริปสั้น ๆ วันช็อปปิ้ง พี่ในทีมเป็นคนจัดตารางงานวันนี้ เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม แล้วฝากกระเป๋าสัมภาระเอาไว้
เริ่มต้นด้วยการไปย่าน Little India เพื่อที่จะไปห้าง Mustafa ห้างสรรพสินค้าที่ดังสำหรับการมาซื้อของฝากจากสิงคโปร์ มีทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ของสด ของแห้ง แม้กระทั่งแบรนด์เนม
ตอนเที่ยงกลับเข้าไปเอาสัมภาระที่โรงแรมและออกไปที่ย่าน Bugis อารมณ์ประมาณตลาดนัดจตุจักร และพี่ ๆ ในทีมอยากไปวัดเจ้าแม่กวนอิม แต่เราหนีไปกินข้าวเที่ยงก่อนใครเลยเพราะรู้สึกเฉย ๆ กับการเข้าวัด นั่งเฝ้ากระเป๋าให้เพื่อน ออกไปสั่งข้าวมันไก่และน้ำมะนาว
เมื่อทุกคนพร้อม เรานั่งรถไฟฟ้ากลับไปที่สนามบิน ซื้อตั๋วรายวันแล้วไปสนามบิน
หากเงินในบัตรไม่เพียงพอและไม่มีแผนจะเดินทางต่อ ให้เลือกซื้อตั๋วรายเที่ยวแทนการเติมเงินในบัตร จะประหยัดกว่า
เดินทางถึงไทยตอน 4 ทุ่ม นั่งรถเมล์กลับถึงบ้านตอนเที่ยงคืนพอดี
สรุป
เป็นการเปิดประสบการณ์มาก ๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินครั้งแรก แถมยังเป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกเสียด้วย ประทับใจแบบไม่มีวันลืม วันที่นั่งเครื่องบินครั้งแรก วันที่ได้ไปต่างประเทศครั้งแรก ไม่ทะลักทุเลเท่าไหร่
สิงคโปร์ ทริปแรกประทับใจจนผ่านมา 10 ปีก็จำรายละเอียดได้ทุกอย่าง (เพราะจดไว้)
ปล. เป็นคนไทยรุ่นสุดท้ายที่ไปทันยุคมันบด เซเว่น อีเลฟเว่น เพราะหลังจากนั้นเซเว่น อีเลฟเว่นในสิงคโปร์ก็เลิกจำหน่าย
ปล2. ไปทันมาดากัสการ์ที่สวนสนุก Universal Studio Singapore โว้ย
สุดท้ายนี้ โทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy S2 น้ำเข้า โทรศัพท์พัง ภาพหายหมดเลย ไปนั่งขุดหาภาพมาอย่างยากลำบาก