Review Thai-German Pre-Engineering School (EP)
รีวิวหลักสูตรปวช. โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
กลับมารีวิวหลังจากที่เรียนจบและผ่านมากว่า 14 ปี
ข้อมูลทั่วไป
โรงเรียนแห่งนี้เปรียบได้เป็นภาควิชาขนาดย่อม ๆ มีตำแหน่งผู้อำนวยการที่เทียบเท่ากับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชา ขึ้นตรงกับคณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
เราเข้ามาเรียนหลักสูตรปวช. สาขาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ภาคภาษาอังกฤษในปี พ.ศ. 2552 เป็นรุ่นที่ 2 ของหลักสูตร (EP02)
ค่าใช้จ่ายต่อภาคเรียนจะอยู่ที่ 55,000 บาทต่อเทอมแบบเหมาจ่าย ทั้งหมด 3 ปี รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 3 ปีก็ราว ๆ 330,000 บาท หากเรียนไม่จบ 3 ปี จำเป็นต้องเรียนปีที่ 4 ก็เสียค่าเทอมแบบเหมาจ่าย 55,000 บาทต่อไปอีกเรื่อย ๆ จนกว่าจะเรียนจบหลักสูตร แต่ต้องไม่เกิน 6 ภาคการศึกษา มิฉะนั้นจะถือว่าพ้นสภาพนักศึกษา หรือรีไทร์นั่นเอง
เนื้อหาที่เรียนก็จะเป็นวิชาทั่วไปในสายสามัญและสายอาชีพ ยกเว้นวิชาชีวะวิทยาที่ไม่มีการเรียนการสอน โดยเริ่มเรียนตั้งแต่ 8.00 น. จนถึง 17.00 น. วิชาหลัก ๆ ทางวิศวกรรมศาสตร์จะเรียน 3 ชั่วโมง เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ส่วนวิชาทั่วไปจะเรียน 2 ชั่วโมง เช่น สังคมศึกษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ บ้างก็เรียน 1 ชั่วโมง เช่น วิชาพละศึกษา และมีการเรียนหลักสูตรรักษาดินแดนเหมือนโรงเรียนทั่วไป
ไปเรียนหมอต่อในระดับมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะไม่ได้เรียนวิชาชีวะวิทยา
การแต่งตัวไปเรียนก็เหมือนการเรียนสายอาชีพปวช. ทั่วไป ผู้ชายจะเป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงขายาวสีกรมท่าหรือสีดำ รองเท้าผ้าใบสีดำ เนคไทไม่จำเป็นต้องผูก ส่วนผู้หญิงก็เสื้อแขนสั้น กระโปรงสีดำ กระดุมโลหะ ใส่เข็มเครื่องหมาย (ตุ้งติ้ง)
ยกเว้นชุดปฎิบัติการ (ช็อป) จะเป็นชุดเอี๊ยมสีกรมท่า สวมเสื้อยืดด้านในสีฟ้า สีเทา และสีแดง เรียงตามลำดับชั้นปีทั้งชายและหญิง
อาจารย์ผู้สอน
ในหลักสูตรทั่วไป อาจารย์ผู้สอนก็จะเป็นอาจารย์ในคณะแต่ไม่จำกัดภาควิชา เรามักจะเห็นอาจารย์จากภาควิชาอื่นมาสอนเด็กปวช. ประจำ
แต่กลับกันในหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ (เกือบ)ทุกวิชาต้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นั่นทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรที่นอกจากจะต้องสอนเป็นแล้ว มีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ดีด้วย
วิชาที่ไม่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษคือ วิชาภาษาไทยและพละศึกษา
แม้ว่าจะมีอาจารย์ในคณะที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ก็ไม่เพียงพอต่อนักเรียนในขณะนั้น
สุดท้ายก็ต้องมีการหยิบยืมอาจารย์จากคณะอื่นมาสอน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคณะครุศาสตร์ ที่ข้ามถนนไปก็เจอคณะเลย (ฮา)
แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหามาก จนต้องเปิดรับอาจารย์รับเชิญจากภายนอก แต่ก็ติดปัญหา เพราะอาจารย์แต่ละท่านไม่สะดวกในการเดินทางหรือมีงานสอนประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยตนเองอยู่แล้ว ก็จึงใช้ไพ่ใบสุดท้าย นั่นก็คือเปิดรับบุคคลภายนอกมาสอนนั่นเอง
มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การเรียนกับบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยทำให้ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไป และมีข้อเสียคือ ถ้าเกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเรียนจะไม่สามารถติดต่อได้ เพราะไม่มีโต๊ะทำงานประจำ นอกจากส่งอีเมลหรือรอสัปดาห์ถัดไปจนกว่าจะถึงคาบอาจารย์มาสอน
การเรียน
ตัวอย่างวิชาภาษาอังกฤษ มีอาจารย์ที่สอนเป็นชาวต่างชาติจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ที่สอนภาษาอังกฤษที่ไม่เหมือนครูไทย หลังจากนั้นอาจารย์ชาวต่างชาติสอนได้ไม่นานก็เลิกสอน หลังจากนั้นก็มีอาจารย์คนไทยเข้ามาสอนภาษาอังกฤษแทน แล้วก็สอนแบบไทย ๆ เน้น ไวยากรณ์ เน้นคำศัพท์ทางวิศวกรรมศาสตร์เป็นหลัก
เนื่องจากหลักสูตร EP ที่มีอยู่ไม่กี่รุ่นนั้น การจัดการก็ง่าย แถมยังมีห้องเรียนประจำและห้องปฏิบัติการเป็นของตัวเอง
ปรกติแล้วเวลาเข้าเรียน นักเรียนมักเป็นฝ่ายเดินไปหาอาจารย์ (เดินเรียน) อาจารย์ดันเป็นฝ่ายเดินมาหานักเรียนแทน (ฮา) ยกเว้นอาจารย์บางท่านที่อาวุโสแล้ว นักเรียนก็เป็นฝ่ายเดินไปหาแทน
เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่าวิชาที่เรียนไม่ครบนั่นก็คือ วิชาสังคมศึกษา เรียนไม่ครบสาขา เรียนแค่ศาสนา วัฒนธรรม และพลเมืองดี ไม่ได้เรียนเรื่องวิชาภูมิศาสตร์ (Geography) รัฐศาสตร์ (Political Science) และเศรษฐศาสตร์ (Economics)
ห้องพัก
เด็กปวช. สาขาอื่นไม่มีอะไรเหมือนสาขาเรา เพิ่มเติมคือห้องพักและตู้เก็บของ เพราะว่าเราครองทั้งชั้น (ฮา) ห้องพัก ห้องเรียน และห้องน้ำ อยู่ติดกันแบบเดิน 10 ก้าว แน่นอนว่าห้องพักอาจารย์สาขา EP ก็อยู่ในชั้นเดียวกันนั่นเอง
ส่วนอาจารย์ที่มาจากภายนอกมหาวิทยาลัยก็มานั่งพักที่ห้อง common room รวมกับนักเรียน เพราะไม่มีห้องทำงานประจำ (ฮา)
ตึก 65 ชั้น 3 เป็นของ EP ไปแล้ว 5 ห้องจากทั้งหมด 6 ห้อง
การจัดการเรียน
เพื่อนบางคนที่เลือกไปเรียนต่อต่างประเทศทั้งถาวรและชั่วคราว และเมื่อกลับมาไทย ก็ไม่สามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ เป็นผลบังคับให้เรียนต่ออีก 1 ปีเพื่อเรียนเก็บหน่วยกิตให้ครบ บางคนเลือกที่จะไม่อยากเสียเวลา ก็ไปสมัครเรียนต่อในโรงเรียนอื่น ๆ ที่สามารถเทียบชั้น ม.4 หรือ ม.5 ได้ ไม่ต้องไปเริ่มใหม่
จบการศึกษา
หลังจากที่เรียนจบและสอบครบทุกวิชา ทุกคนก็ต้องเลือกทางเดินต่อเป็นของตนเอง บ้างก็เรียนต่อที่เดิม หรือไปเรียนต่อต่างประเทศก็มี
95% ทุกคนเรียนต่อสาขาวิศวกรรมศาสตร์ มีบางส่วนที่เลือกเรียนต่อสายอื่น เช่น บริหารธุรกิจ
มีอาจารย์จากที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาแนะแนวการเรียนต่อภาคนานาชาติ
ทีเด็ดสุด คณะครุศาสตร์จัดโควต้าให้เด็กปวช. สาขา EP โดยเฉพาะ เพราะว่าเป็นลูกหม้อที่ปั้นมากับมือ ชวนเด็กไปเรียนต่อคณะครุศาสตร์ ภาคภาษาไทย
เพื่อนในรุ่นสมัครโควต้าคณะครุศาสตร์ 0 คน แถมยังฉีกหน้าด้วยการแห่กันไปสอบเข้าสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) กันยกห้อง (ฮา)
มีหลายคนที่เลือกเรียนต่อที่เดิม แต่คนละคณะ ส่วนเราเลือกเรียนต่อที่คณะเดิม และใช้โควต้าเด็กใน คณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม พอเป็นระดับอุดมศึกษาก็เจอหน้าอาจารย์คนเดิมที่เคยสอนมาในสมัยปวช. นั่นแล
สรุป
การเรียนที่นี่ค่อนข้างหนักกว่าการเรียนภาคปรกติของผู้เรียนทั้งสายสามัญหรือสายวิชาชีพ และต้องมีวินัยต่อตนเองเป็นอย่างมาก ต้องทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะมีระบบการถอนวิชาเรียนที่เราไม่พร้อมในการเรียนวิชานั้น แต่หลักสูตรมีระยะเวลาให้เพียง 6 ปีก่อนที่จะรีไทร์ อีกทั้งค่าเทอมก็เป็นลักษณะเหมาจ่าย ภาคการศึกษาละ 55,000 บาท คงไม่มีใครอยากเสียเงินและเสียเวลาเพิ่มสำหรับปีถัดไป
หลายคนอาจมองว่าไม่คุ้ม ส่วนตัวมองว่าคุ้มค่า ได้เรียนกับอาจารย์ที่มีมุมมองจากหลาย ๆ แนวคิด เปิดประสบการณ์ไปอีกด้าน
แต่ปัจจุบัน ไม่แน่ใจว่าหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษยังคุ้มค่าอยู่ไหม เพราะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีทำให้เด็กไม่ถูกจำกัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอีกต่อไป การเรียนหลักสูตรทั่วไป (ภาคภาษาไทย) อาจจะตอบโจทย์กว่า
แต่ต้องบอกว่าย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2552 มันเป็นยุคที่เทคโนโลยียังไม่แพร่หลายเหมือนในขณะนี้ สิ่งเดียวที่เราเรียนรู้ได้คือมาจากการสอนในชั้นเรียน
อาจารย์ที่เคยสอน
รวบรวมรายชื่ออาจารย์ที่พอจะจำได้ ประวัติการศึกษาอันน่าทึ่งสุด ๆ
อาจารย์รับเชิญ
- รศ.ดร.สุภัททา ปิณฑะแพทย์ เป็นอาจารย์คนไทยคนเดียวที่เรียนจบจากต่างประเทศตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก อาวุโสที่สุดในคณาจารย์ทั้งหมด เอาชื่อไปเสิร์ชใน Google พบว่าเป็นภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ
- Prof. Helmut Maier ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันที่มาวิจัยในมหาวิทยาลัย ผู้คิดค้นวิธีการเมทริกซ์ไมเออร์ แกคงจะเอาเวลาว่างหลังจากการวิจัยมาสอนวิชาหุ่นยนต์ 1 ภาคการศึกษา
- ผศ.ดร.สมาน มงคลสกุลวงศ์ อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สอนได้ไม่กี่ปีก็ไปรับงานสอนที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ภาคภาษาอังกฤษ สอนฟิสิกส์สนุกมาก
- นางพรชนก สุขพันธุ์ อาจารย์สอนวิชาเอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต แต่มาสอนเราวิชาสังคมศึกษา (ศาสนา)
- รศ.ดร.วิจิตร กิณเรศ อาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาไฟฟ้า (ขับรถมาไกลมาก)
- นาวาตรี ดร.ดิเรก ขจรรัตน์ (ยุทธ) รับราชการทหารเรือและรับสอนพิเศษวิชาภาษาอังกฤษตามโรงเรียนกวดวิชา มาสอนเรื่องเครื่องจักรกลไฟฟ้า (บางครั้งก็ใส่เครื่องแบบข้าราชการทหารเรือมาสอนถึงในโรงเรียน) เรียนจบปริญญาเอกจาก Colorado State University
- ดร.วรรณิภา ยาดำ (นิ่ม) จบปริญญาเอกจาก University of Electro-Communications ประเทศญี่ปุ่น พูดภาษาญี่ปุ่นกับอาจารย์ญี่ปุ่นสลับกับภาษาอังกฤษในชั้นเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจ บริษัท สยามเทคโนอุตสาหกรรม จำกัด
- นายชานล ลภัสวิจิตร (เต้) (ชื่อเดิมศุภณัฐ รุจานุรักษ์) เรียนจบปริญญาโทจาก University of Pittsburgh หลังจากลาออกจากงานประจำ ก็เลยมาสอนหนังสือ 1 ภาคการศึกษา แล้วกลับไปทำงานประจำต่อ
- Sadia Sarahnaz นักวิจัย Fellowship จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ชาวบังคลาเทศ ที่เอาเวลาว่างจากการวิจัยมาสอนหนังสือนักเรียน
- นายชัยศักดิ์ ทองเดชศรี อดีตผู้อำนวยการไฟฟ้าเขตบางใหญ่และนักกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ประธานผู้ฝึกสอนกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย
- นายศุภชัย ศุภผล นักศึกษาปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรักษาการคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
- ผศ.ดร.สมภพ ตลับแก้ว ภาควิชาครุศาสตร์เครื่องกล แต่สอนวิชาคณิตศาสตร์
- ผศ.มานิตย์ สิทธิชัย
- ดร.ฐิติพงศ์ เลิศวิริยะประภา (เปิ้ล)
- ดร.พิเชษฐ์ ศรียรรยงค์ (ไมค์)
- นายมีชัย โลหะการ (กอล์ฟ)
- นายนริศร แสงคะนอง (หน่อง)
- นายนำโชค วัฒนานัย (ก๊อบ)
- ผศ.ดร. พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ (พูล) อดีตอาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและนักวิจัยประจำ สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจุบันไม่ได้สอนแล้ว และทำงานให้กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
คณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (วทอ.)
- ผศ.ชูศักดิ์ พฤกษพิทักษ์ สอนวิชาเขียนแบบ
- ผศ.จรรยา ทองดี สอนวิชาภาษาไทย
- ผศ.รุ่งทิพย์ สกุลสุกใส สอนวิชาภาษาไทย
- ผศ.ไพรัตน์ สถิรยากร สอนวิชางานตะไบ
- ดร.ณัฐพล ประยงค์พันธุ์ (ป๊อก)
- ดร.สาธิต โอวาทชัยพงศ์ (แบงค์) เพื่อนร่วมรุ่นกับอาจารย์ณัฐพล ประยงค์พันธุ์สมัยเรียน คนเดียวสอน 3-4 วิชา เจอหน้ากันทุกวัน
- ผศ.ดร.ชูพันธุ์ รัตนโภคา เพื่อนร่วมรุ่นกับอาจารย์ณัฐพล ประยงค์พันธุ์สมัยเรียน
- ดร.รัตนากร ผดุงถิ่น (ผึ้ง) ใจดีมาก
- นายสมชาย สาลีขาว
- นายสามัญ คำผาแก้ว
- นายชายชาญ กุศลจิตกรณ์ (ใหม่)
- นายวิโชค พรมดวง
- นายปรมัตต์ ตรีวงศ์
- นายสมบุญ ฐากูระสมพงษ์ สอนวิชางานมอเตอร์ไฟฟ้า
- นายเทียนชัย อุ่นสำราญ สอนวิชาพละศึกษา
- นายวราพงศ์ ไกรชมสม สอนวิชาพละศึกษา
- นางสาวเสาวคนธ์ คุณวุฒิ สอนวิชาภาษาอังกฤษ
คณะวิศวกรรมศาสตร์
- ผศ.ดร.สุธรรม ปทุมสวัสดิ์
- ผศ.ดร.บุญชัย วัจจะตรากุล
- ผศ.ดร.จักร จันทรลักขณา
คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์
- รศ.ดร.เสนอ คุณประเสริฐ
- ผศ.ดร.มนฤดี ผ่องอักษร
- ดร.ศุภวัชร์ อัศวสัมฤทธิ์ (ไก่) นักกีฬาบาสเกตบอลมหาวิทยาลัย เป็นเพื่อนกับอาจารย์ณัฐพล ประยงค์พันธุ์
- ดร.อมรินทร์ รัตนวิศ สอนฟิสิกส์
- ดร.สุเมธ อ่ำชิต (อ๊อบ) สอนฟิสิกส์
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ผศ.ดร.พยุง มีสัจ
- ดร.สุขแสง คูกนก รักอาจารย์คนนี้ที่สุด ตอนอยู่ในห้องก็ตั้งใจสอน พอนอกชั้นเรียนก็ใจดีสุด ๆ ดูทรงแล้วแกรักนักเรียนปวช. เหมือนลูกเหมือนหลาน พร้อมเปิดบ้านให้นักเรียนมาเอาชีท มาค้นบ้าน อยากได้ชีท อยากได้อะไร มาเอาไปเลย หลังจากเกษียณอายุราชการ แกก็ยังใช้บริการนักเรียนอยู่เรื่อย ๆ
อาจารย์ที่ปรึกษา
- ดร.ประไพ จันทราสกุล (EP01) ภาควิชาวิทยาศาสตร์ประยุกต์และสังคม คณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
- ผศ.สุริโยทัย สุปัญญาพงศ์ (EP02) ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โดนเรียกไปคุยกับเพื่อนประจำ เพราะว่าผลการเรียนไม่ดี แกอยากให้เราเรียนจบ (ฮา)