Skip to main content

2025 Malaysia Trip

· 19 min read

ทริปประเทศมาเลเซีย 3 วัน 2 คืนปี 2568

การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางไปทำธุระเกี่ยวกับภาษีที่ค้างมานานเกือบ 8 เดือน ที่ไม่ยอมคืนให้เราเสียที ก็เลยต้องนั่งรถไฟลงใต้ไปทุบถึงสำนักงาน

ว่าแล้วก็จองตั๋วรถไฟ โรงแรม แล้วออกเดินทางกันเลย

ออกเดินทางด้วยรถไฟตู้นอน

เราเริ่มต้นการเดินทางที่สถานีรถไฟไปยังชุมทางหาดใหญ่ด้วยรถไฟตู้นอนชั้น 2 ปรับอากาศ ขบวนที่ 37/45

ในฐานะผู้ใช้เงินอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ (งก) เราก็เลือกเตียงชั้นบน พร้อมกับกายกรรมกวางโจ่วปีนขึ้นเตียงชั้น 2

เมื่อเราไปถึง เจ้ารถไฟจอดรออยู่ที่สถานีแล้ว จึงรีบวิ่งแจ้นไปขึ้นรถไฟอย่างสุดฝีเท้า เกือบตกรถไฟ

Thai train upper berth เตียงนอนรถไฟเตียงบน

เจ้าหน้าที่กางเตียงรอไว้อยู่แล้ว ก็เลยปีนกันตั้งแต่ต้นทาง

ด้วยความที่เร่งรีบ ก็เลยไม่ได้เตรียมอาหาร เตรียมเสบียงมาจากบ้าน ทนหิวท้องกิ่วไปยาว ๆ 13 ชั่วโมง

ถึงชุมทางหาดใหญ่

รถไฟมาถึงชุมทางหาดใหญ่ในเวลาประมาณ 7:00 น. แต่เราก็นั่งดูรถไฟวิ่งไป-มาที่สถานีฆ่าเวลา เพราะว่าร้านที่ขายตั๋วรถทัวร์เพื่อเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียยังไม่เปิด

Hat Yai train station ชานชาลาสถานีรถไฟหาดใหญ่

จากนั้นก็ออกไปซื้อตั๋วรถทัวร์ในราคา 700 บาทกับร้านประจำเจ้าเดิม พนักงานที่ขายตั๋วทักมาว่า "ไม่ไปทำงานแล้วหรอ" ราวกับพนักงานโรงแรมที่ใส่ใจลูกค้าเวลากลับมาพักผ่อนที่เดิม

ยิ้มแห้ง คิดในใจว่าฉันตกงานอยู่จ้า

แล้วก็ฝากกระเป๋าไว้กับร้านขายตั๋วรถทัวร์ ไปกินมื้อเช้ากัน

ข้าวมันไก่หาดใหญ่

ร้านที่เราเลือกกินเป็นร้านอาหารคนไทยเชื้อสายจีนที่มีชื่อว่าร้าน โกตี๋โอชา

ข้าวมันไก่มีราคาจานละ 60 บาท หรือแยกไก่ แยกข้าวก็จะมีราคา 100 บาทต่อชุด

แน่นอนพนักงานเชียร์ให้สั่งแบบแยกไก่ มากี่รอบพนักงานก็จะเชียร์ให้สั่งแต่ชุดนี้

เราต้องไม่ตกเป็นเหยื่อเซลล์นะคะ

Thai-Chinese restaurant ภายในร้านอาหารไทยเชื้อสายจีน

ทั้งหมดรวม 110 บาทกับน้ำโอเลี้ยง 1 แก้ว มีพนักงานหนุ่มน้อยเป็นคนเก็บเงิน พร้อมกับยกมือไหว้ก่อนออกจากร้าน ขอบคุณที่มาใช้บริการ

ออกเดินทางสู่มาเลเซีย

เมื่อถึงเวลา 10:00 น. รถทัวร์ก็เดินทางออกจากอำเภอหาดใหญ่ มุ่งหน้าไปยังอำเภอสะเดา ด่านพรมแดนของประเทศไทยและมาเลเซีย

เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองก็มาดักรอคนไทยที่เดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย เพื่อนำไปบันทึกข้อมูลสถิติเกี่ยวกับแรงงานไทยในต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งสอบถามเรา แต่เราก็ยิ้มแห้งอีกครั้งพร้อมตอบกลับไปว่ายังว่างงานอยู่

เมื่อประทับตราผ่านพิธีเสร็จ ก็นั่งรถทัวร์คันเดิมต่อไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศมาเลเซียที่อยู่ไม่ไกลกัน

เจ้าหน้าที่ไม่ถามอะไรเลย ให้เราสแกนรอยนิ้วมือแล้วก็ประทับตราให้ตามปรกติ พร้อมกับขนของสัมภาระเข้าเครื่องสแกนตามปรกติ

tip

จุดบริการห้องน้ำสาธารณะมีอยู่ 2 จุดหลัก ๆ ก็คือที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศไทย อยู่ด้านหลัง (เสียค่าบริการ) แต่ถ้าไม่อยากเสียเงิน ก็จะมีอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศมาเลเซีย อยู่ด้านข้างของอาคารก่อนเข้าพิธีตรวจคนเข้าเมือง

Bukit Kayu Hitam ICQS ลานจอดรถหลังอาคารตรวจคนเข้าเมือง

1 ชั่วโมงแห่งการรอคอย

จากนั้นรถทัวร์ก็วิ่งพาเรามาแวะพักที่ศูนย์พักรถ CTC แวะพักรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม ห้องน้ำ แต่เราเลือกที่จะไม่ค่อยกิน เพราะเมนูอาหารไม่น่ากินเท่าไหร่นัก

กลับกลายเป็นว่ารถทัวร์จอดรอผู้โดยสารท่านอื่นถึง 1 ชั่วโมงเต็ม นั่นเป็นเพราะว่าผู้โดยสารบางคนโดยสารมากับรถยนต์ส่วนบุคคลของชาวสงขลา

หรือพูดง่าย ๆ ก็คือมากับบังอุ้มนั่นเอง บังอุ้มก็จะมาลัดเลาะ เข้าป่าเข้าดง แล้วมาพบเจอกันที่จุดนัดพบศูนย์พักรถ CTC นี้นั่นเอง (ก่อนที่จะกลับไปประเทศไทยเหมือนเดิม)

บังอุ้มหลายคนก็หลายความคิด บางคนมาถึงเร็ว บางคนก็มาถึงช้า

ส่วนเราเข้าประเทศแบบถูกกฎหมายก็นั่งรอชิล ๆ ไป 1 ชั่วโมง และขนมก็หมดแล้ว

ขนมหมดตั้งแต่ 3 ชั่วโมงแรก ในขณะที่การเดินทางยังไม่ถึง 10% ของเส้นทาง

หารู้ไม่ว่าหายนะกำลังมาเยือน

tip

ควรเตรียมเสบียงให้พร้อมสำหรับการเดินทางบนรถทัวร์ข้ามประเทศ เพราะบนทางหลวงไม่ค่อยมีร้านอาหารให้น่าทาน ในขณะเดียวกัน ร้านอาหารข้างทางตามปั๊มน้ำมันไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่นัก เตรียมมาให้พร้อมสำหรับ 12 ชั่วโมง

Inside of inter-coach ภายในรถทัวร์

tip

การเดินทางด้วยรถทัวร์ข้ามประเทศควรใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุมร่างกาย เพราะแอร์เย็นยะเยือก

เดินทาง 12 ชั่วโมง

เราเดินทางจากเหนือสุดของประเทศมายังเมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ และถึงสถานีขนส่ง TBS ในเวลา 23:00 น. (22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) แต่เราไม่ได้จองโรงแรมไว้ จึงเลือกนอนค้างที่สถานีขนส่งแห่งนี้

โชคดีที่สถานีขนส่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง แอร์เย็น ๆ ก็เลยหนีมานอนพักที่ชั้น 3 คนไม่ค่อยพลุกพล่าน เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น แถมยังมีร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเสียด้วย ราคาเอาเรื่องเหมือนกัน

Inside of TBS ภายในของสถานีขนส่ง TBS

นอนไม่ได้ เก้าอี้แข็ง ไม่ค่อยสบาย แต่ไม่อยากเสียเงินเข้าเล้าจ์อีกต่างหาก

เมื่อเริ่มใกล้รุ่งสาง เราก็ไปล้างเนื้อล้างตัวที่ห้องน้ำ เพราะว่ามีสายฉีดชำระแบบถอดหัวออก (ฮา) สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงขายาว เตรียมตัวไปทุบสำนักงานภาษีกัน

สำนักงานภาษี

นั่งรถเมล์เพื่อไปศูนย์ราชการที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตร โชคดีมากที่เจอคนไทยที่สำนักงาน ช่วยแชร์อินเทอร์เน็ตให้ ทำธุรกรรมกับเจ้าหน้าที่ได้อย่างสะดวกสบาย

Tax foreigner office สำนักงานภาษีสาขาชาวต่างด้าว

โชคดีที่ไปตั้งแต่เช้า เลยไม่ค่อยมีคิวยาวเท่าไหร่นัก แอบเห็นคนเกาหลีผู้ชายใส่กางเกงขาสั้นมาติดต่อเจ้าหน้าที่ด้วยแฮะ

LHDN Duta ลานจอดรถหน้าอาคารสูง

แล้วก็ขอติดรถกับคนไทยเข้าเมืองด้วยเลย เพราะขี้เกียจรอรถเมล์ หารค่ารถแท็กซี่เข้าเมือง

มื้อแรกในกรุงกัวลาลัมเปอร์

อาหารมื้อแรกในประเทศมาเลเซียของเราก็คือ แมคโดนัลด์ เพียงแค่ยืนจิ้มที่หน้าตู้ ชำระเงินเรียบร้อยก็รอคิวเรียกได้ทันที สะดวกและรวดเร็ว

จริง ๆ ตั้งใจจะไปกินข้าวกล่องเกาหลีร้าน Dodo Korea แต่เห็นคิวแล้วหายหิวทันที เพราะแถวยาวมาก เลยเลือกกินแมคโดนัลด์แก้ไปก่อนแล้วกัน

อิ่มท้องเสร็จก็เตรียมตัวไปเช็คอินโรงแรมที่อยู่แถว Jalan Petaling หรือแถว ๆ Chinatown

พักผ่อนที่โรงแรม

โรงแรมที่พักมีชื่อว่า Central City Hotel @ Chinatown เดิมชื่อว่า Avaria Hotel KL หรือชื่อที่เก่ากว่านั้นคือ Citin Seacare Hotel เปลี่ยนชื่อบ่อย แต่สภาพภายในห้องก็คือยังมีข้าวของ อุปกรณ์ แบรนด์ Citin Seacare Hotel อยู่

พนักงานใจดีมาก อนุญาตให้เราเข้าเช็คอินล่วงหน้า (คงเห็นจากสัมภาระที่หลังขนาด 3 กิโลกรัมกระมั้ง) เป็นห้องเตียงคู่ ไวไฟไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ ไม่มีอาหารเช้าบริการ

อาบน้ำล้างตัวเสร็จ นอนพักหลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวัน ก่อนที่จะตื่นออกไปกินอีกครั้งช่วงบ่ายที่ Sungai Wang

เคอร์รี่หมี่

หลังจากที่พักผ่อนได้สักพักก็ออกไปหาอาหารกินที่ห้าง Sungai Wang สั่งอาหารร้านประจำร้านเดิม เมนูเดิมที่รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ Curry Mee หมี่แกงกะหรี่ มีเนื้อไก่ หอย ราคา 10 ริงกิต (ประมาณ 77 บาท)

The Lady Chicken Rice ร้านขายข้าวมันไก่และก๋วยเตี๋ยว

Curry Mee Curry Mee (หมี่เหลืองน้ำแกงกะหรี่) และพริกเผา

อาหารฟิวชั่นระหว่างแขกอินเดียและจีน น้ำแกงกะหรี่และเส้นหมี่เหลือง ให้เครื่องแบบจุก ๆ ซดน้ำแกงกันสนุกปาก น้ำแกงเลอะเสื้อเชิ้ตสีขาวไปเลยจ้า อารมณ์เสียอย่างแรง -*-

แล้วก็เดินเล่นแถวนั้น ละแวก Bukit Bintang จะไปต่อคิวซื้อชาวาร์มาตามที่เพื่อนเคยบอกให้ไปกิน (ร้าน Damuscus) ก็หายหิวเหมือนเดิม เพราะแถวยาวมาก ๆ

ไม่เคยกินชาวาร์มากันหรอ

เดินกลับโรงแรมทันที

(เกือบ)ซื้อพิซซ่า

ตกเย็น ด้วยความที่อยากกินพิซซ๋า Domino มาก ๆ ชั่งใจอยู๋นานมากว่าจะไปสั่งดีไหม แต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจไปซื้อพิซซ่า Domino ที่มีสาขาอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ระยะทางประมาณ 300 เมตร

สรุป เดินเลยร้าน

ก็เลยแก้เขินด้วยการเดินเล่นย่าน Chinatown บริเวณนั้น และตัดสินใจสั่งข้าวมันไก่ 1 ห่อ

ขากลับโรงแรมแวะซื้อน้ำแข็ง 1 ถุง เพราะอากาศโคตรร้อน แถมตู้เย็นโรงแรมก็เลวร้ายมาก

Chicken rice stall ร้านข้าวสรีตฟู๊ดย่าน Petaling Street

Chicken rice ข้าวมันไก่อบ

สั่งเมนู Chicken rice ที่นี่จะได้เป็นไก่อบ

เช้าวันที่สองในเมืองกรุง

ตื่นเช้ามา เราก็อาบน้ำแต่งตัว ออกไปเที่ยวกันตั้งแต่เช้าตรู่ แต่อารมณ์ยังค้างจากเมื่อคืน หยิบโทรศัพท์มาเช็คร้านพิซซ่า

ปรากฎว่ามีโปรฯ วันอังคาร ครึ่งราคา กรี๊ดมาก ดีแล้วที่ไม่ซื้อพิซซ่าเมื่อคืน ก็เลยจัดไป 3 ถาด สั่งไว้ แล้วเดี๋ยวเดินไปเอารอบ 11:00 น.

ช่วงที่รอพิซซ่านั้น เราก็ออกมาทานข้าวแถวละแวกโรงแรม เป็นร้านข้าวที่เลือกเป็นร้านข้าวข้างทาง เป็นร้านที่เดินผ่านบ่อยมาก แต่ไม่คิดจะกิน รอบนี้มาในฐานะนักท่องเที่ยว ก็ต้องลองกินสักหน่อยไหม ชื่อว่า Lai Foong Restaurant

เมนูมื้อเช้าวันที่สองก็คือข้าวหมูหมัก (Cha siew rice)

Cha siew rice ข้าวหมูหมัก หรือที่รู้จักกันในประเทศไทยคือข้าวหมูแดง

เจ้าของร้านรับบทคุณนายรู้ดี เอาแตงกวาแปะไว้ด้านล่าง ให้หมูดูพูนจาน ในท้ายที่สุด เราก็เทราดข้าวอยู่ดี

ออกไปตามหาของฝาก

หลังจากท้องอิ่ม เราก็เดินเข้าห้าง MyDin ที่มีสินค้าขายสำหรับนักท่องเที่ยว ตอนแรกกะว่าจะซื้อกาแฟสำเร็จรูป Old Town แต่พอเห็นราคาแล้วสะดุ้ง ถอยหลังให้ไว

และเราก็เจอบูธนี้ ครีมอาบน้ำผสมเม็ดบีด

จัดมา 1 ขวดในรูปแบบกลิ่นตะไคร้ และเราหยิบแพ็คที่มีของแถมเท่านั้น

Ginvera world spa ครีมอาบน้ำ Ginvera World Spa สไตล์บาหลี

แต่พอมาถึงโรงแรมปุ๊บ ใช้เองวะ เป็นงง ของฝากแบบใด

ออกไปรับพิซซ่ากันเต๊อะ ไม่ลืมที่จะหยิบซอสมะเขือเทศและออริกาโน่มาสำหรับกินพิซซ่าด้วยนะ

Domino pizza ร้านพิซซ่าโดมิโน่

ไปเดินเล่นที่ห้าง KLCC

หลังจากทานพิซซ่าไปส่วนหนึ่ง ก็เดินออกไปเดินเล่น โดยมีจุดมุ่งหมายคือ KLCC ตึกแฝดปิโตรนาส

รอรถเมล์จนเมื่อย ไม่มาสักที เลิกรอแล้วไปขึ้นรถไฟจนได้

ใช้เวลาอยู่ที่ร้านหนังสือ Kinokuniya เพราะต้องการหาหนังสืออ่านแก้เบื่อขากลับจากหาดใหญ่ไปกรุงเทพฯ ตั้งใจจะซื้อ Lonely Planet แต่สองจิตสองใจ ไม่ซื้อดีกว่า

ขณะเดินทางกลับที่พัก เราก็เจอการปิดถนนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเป็นช่วง ASEAN summit อะไรสักอย่าง บวกกับทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเดินทางมาเล่นที่สนามกีฬา Bukit Jalil ด้วย และพี่แกพักกันอยู่ที่โรงแรม Westin

ซึ่งในขณะนั้นเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก ปิดถนนเพราะมีงานประชุมที่ KLCC ประชาชนก็มาดูทีมฟุตบอลที่โรงแรม

รถเมล์มาถึงป้ายห้าง Sogo เราก็แวะ ขอไปดูห้างนิดหน่อย

แต่ก่อนที่จะถึงห้างนั้น เราเจอห้าง MyDin (อีกแล้ว) แอบเดินเล่นอยู่สักพัก ก็ซื้อสังขยามะพร้าวมาให้เพื่อน

tip

สังขยามะพร้าว หรือ Kaya นั้นจะเป็นสังขยาไส้มะพร้าวผสมกับน้ำตาล จะไม่เหมือนกับสังขยาใบเตยในประเทศไทย มีสีออกน้ำตาล

พอเรามาถึงห้าง Sogo (ถึงสักที) ก็พบว่าไม่มีอะไรที่แตกต่างออกไปเลย ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไร เดินกลับบ้านมือเปล่า

ไปต่อที่ห้าง Pavillion

พอกลับมาถึงโรงแรม เราก็ออกไปห้าง Pavillion เดินดูน้ำหอมบ้าน (home fragrance) ที่กำลังลดราคาจาก 700 ริงกิต เหลือ 400 ริงกิต

อยากซื้อมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แต่ขอเซฟไว้ก่อนแล้วกัน

info

น้ำหอมนำเข้าจากประเทศอิตาลี ยี่ห้อ Culti Milano เคยใช้กลิ่น Mediterranea สดชื่นมาก ที่ไทยหายาก

Pavillion Bukit Bintang ห้าง Pavillion Bukit Bintang

มื้อเย็นประจำวันที่สองนี้ก็คือเศษซากพิซซ่าที่เหลือมาตอนเช้านั่นเอง

วันสุดท้ายในเมืองหลวง

อาบน้ำ เก็บของ แล้วเช็คเอาท์ตอน 12:00 น. และฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม พนักงานก็ใจดีมาก ๆ เพราะรู้ว่าเราเดินทางรอบ 22:00 น.

ขากลับทำไมมันหนักกว่าขามาวะ

ออกมารอรถเมล์เพื่อไปห้าง Pavillion กัน แต่จะไปกินข้าวเที่ยงราคาประหยัด

Kuala Lumpur bus stop ถนนในเมืองหลวง

ถนนสะอาดและร่มรื่นมาก ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ ก็คือขายของข้างทาง ความร้อนจากดวงอาทิตย์สะสมความร้อนกับคอนกรีต

Mixed rice stall ร้านข้าวราคาประหยัด

ร้านข้าวราคาประหยัด แต่ตักเยอะไปหน่อย ค่าเสียหาย 10 ริงกิต

Mixed rice with ayam kunyit and tempeh ข้าวแกงใส่ถาด

ข้าวแกงผัดเต้าหู้เทมเป้และผัดไก่ขมิ้น (ayam kunyit) เสิร์ฟด้วยการรองจานด้วยกระดาษห่อข้าว สู้ประเทศสิงคโปร์ไม่ได้ เอาถาดข้าวมารองให้

แน่นอนกินไม่หมด ห่อใส่ถุงเอาไว้กินตอนเย็นช่วงรอรถออก

ท้องอิ่ม ก็เดินเล่น เดินย่อยอาหาร ไปห้าง KLCC กัน จะไปซื้อหนังสือท่องเที่ยว Lonely Planet แต่เช็คราคาดูแล้ว แพงกว่าประเทศไทยมาก ก็เลยตัดสินใจไม่ซื้อ

info

ว่ากันว่า ถ้าเราต้องการซื้ออะไรบางอย่าง ให้รอ 2-3 วันไปนอนคิดดูก่อนว่าต้องการจริง ๆ ไหม ถ้าอยากได้จริง ๆ ค่อยซื้อ

นั่งรถไฟข้ามไปห้างอีกที่ก็แล้วกัน วัน ๆ เที่ยวแต่ห้าง

LRT Kelana Jaya ภายในสถานีรถไฟฟ้า KLCC

มื้อเที่ยงที่ห้างมิดวัลลี

ห้างนี้ก็เป็นห้างที่สนุกไปอีกแบบ ฟีลอารมณ์เดินห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว เดินได้เรื่อย ๆ มีของให้กินมากมาย

จะเดินหาร้านหนังสือภาษาอังกฤษ ปรากฎว่าร้าน MPH ปิดไปแล้ว เหลืออยู่เพียงร้าน Popular ที่มีสภาพไม่ต่างกัน

ไปกินเบอร์เกอร์คิงดีกว่า

เกือบไม่ได้กินเบอร์เกอร์

Burger King Stall ร้านเบอร์เกอร์คิง

จิ้มไปจิ้มมา เครื่องแจ้งว่าไม่สามารถปริ๊นต์ใบเสร็จได้ ไม่มีหลักฐานอะไรไปยืนยันที่เคาท์เตอร์ตอนรับอาหาร

แต่ก็รอดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

Burger King Whopper แฮมเบอร์เกอร์พร้อมน้ำอัดลม

อายุน้อยร้อยโล กินอะไรก็ไม่ค่อยจะอิ่มเหมือนชาวบ้านเขา ต้องสั่งพิเศษกว่าใครอยู่เสมอ

ไปร้านหนังสือกันต่อ ร้าน Book Xcess สาขา The Gardens

ร้านลับ (ของจริง)

ร้านลับของจริง คือต้องขึ้นลิฟต์มาชั้น 6 ของห้างถึงจะเจอร้านนี้ แล้วก็ต้องขึ้นลิฟต์ให้ถูกฝั่งด้วยนะ ถ้าขึ้นผิดฝั่งก็ต้องเดินลัดลานจอดรถร้อน ๆ มาอีกฝั่งหนึ่งถึงจะเจอ

Book Xcess The Gardens ภายในร้าน Book Xcess

ไม่ย่อท้อ เราเดินหาหนังสือท่องเที่ยว Lonely Planet กันต่อ เจอแต่หนังสือเก่า ๆ ไม่ค่อยมีหนังสือใหม่เท่าไหร่นัก

note

เคยจำได้ว่ามันมีร้านหนังสืออยู่ห้าง The Gardens แล้วมีร้านกาแฟสตาร์บัคส์อยู่ แต่จำไม่ได้แล้วว่ามันอยู่ตรงไหนของห้าง แต่ไม่ใช่ร้าน Book Xcess

เราอยู่ที่ห้างแถว ๆ นี้จนเกือบ 17:00 ก็เตรียมตัวกลับโรงแรมเพื่อไปเอากระเป๋าไปสถานีขนส่ง TBS กัน

ฝ่าฝูงชน

เดินมาถึงสถานีรถไฟฟ้า ปรากฎว่าวันนี้มีการเตะฟุตบอลของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเส้นทางที่ผ่านก็คือรถไฟฟ้าสายนี้นี่เอง ฝูงกองเชียร์ต่างใส่เสื้อผ้าธีมสีแดงกันเต็ม ส่วนเราก็สะพายกระเป๋าขนาด 5 กิโลฯ เบียดไปกับชาวบ้าน

มาถึงสถานีขนส่งแล้วก็นั่งรอยาว ๆ ไป จนกว่าจะถึงเวลาเรียกรถตอน 22:00

Terminal Bersepadu Selatan ภายในอาคารขาออกของผู้โดยสาร

รถมารับตรงเวลา และแทบจะไม่มีคนเลย

สรุป คนขับมารับคนต่อที่สถานีขนส่ง Duta และบางส่วนไม่ได้ไปหาดใหญ่ทั้งคันรถ มีลงที่ Ipoh กันเป็นส่วนมาก

ถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง 4:00

คนขับก็ไม่ได้รีบขับหรือว่าอะไรนะ ขับมาเรื่อย ๆ กลางทาง เดินทางออกจากสถานีขนส่ง TBS ตอน 22:00 ถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองภายในเวลา 6 ชั่วโมง

โคตรย้อนแย้งกับขามามาก ขามาใช้เวลา 12 ชั่วโมง ขากลับใช้เวลา 6 ชั่วโมง ต่างกัน 2 เท่า

Bukit Kayu Hitam ICSQ ด่านตรวจคนเข้าเมือง Bukit Kayu Hitam ขาออก

รถมาส่งถึงในตัวเมืองหาดใหญ่ตอนเวลาประมาณ 8:00 น. แล้วก็เดินไปซื้อตั๋วรถไฟกลับ โชคไม่ดีนักที่ตั๋วรถนอนเต็ม เลยต้องจำใจนั่งรถไฟชั้น 3 เข้ากรุงเทพ

KFC soda fountain ภายในร้านไก่ทอด KFC

แวะทาน KFC สาขาโรบินสันหาดใหญ่ก่อนทิ้งทวน แล้วก็หาหนังสืออ่านเล่นกันจนหยดสุดท้ายที่ร้าน B2S ก็ไม่เจอหนังสือที่น่าสนใจ

เข้าเมืองหลวง

นั่งรถไฟชั้น 3 คู่มากันกับหนุ่มน้อยทหารเรือ พร้อมกับพ่อแม่ลูก 3 คนจากอินเดียพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ ๆ คาดว่าน่าจะเดินทางมาจากประเทศมาเลเซีย ข้าง ๆ กันนั้นมีกลุ่มเด็กวัยรุ่นชาย-หญิงชาวมุสลิมผู้ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า กินกันตลอดทั้งการเดินทาง

รถไฟมาถึงสถานีกลางบางซื่อ (กรุงเทพอภิวัฒน์) เวลา 7:00 น. เราก็ไปอาบน้ำฟรีภายในสถานีที่มีให้บริการ

tip

ห้องอาบน้ำจะมีให้บริการที่ประตู 5 ฝั่งบางซื่อ (ทิศตะวันตก) ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ดูเหมือนว่ากำลังติดตั้งระบบหยอดเหรียญ (คิดเงิน) ราคา 20 บาทต่อน้ำ 10 นาที

สักพักเราก็ออกไปนั่งรถเมล์ไปย่านทาวน์อินทาวน์ที่ซอยลาดพร้าว 94 ตรงข้ามกันนั้นมีห้างบิ๊กซี หรือเดิมชื่อว่าอิมพีเรียลเวิร์ล

เพื่อนขี่รถมารับต่อหน้าวินมอเตอร์ไซค์ เสียวโดนตีนมาก อาจโดนเข้าใจผิดว่าเรียกแกร๊บวิน แล้วก็ไปนั่งกินชาบูร้าน SoJunGrill เพื่อนอีก 2 คนนั้นสั่งอาหารราวกับเป็นเจ้าของร้าน ส่วนเราใช้เวลาในการเลือกอาหารอยู่ 5 นาที

SoJunGrill Shabu หม้อชาบูเกาหลี

SoJunGrill Grill เตาปิ้งเนื้อ

อิ่มท้องแล้วก็เดินทางกลับสถานีรถไฟกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

Bangkok view วิวระหว่างเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ

และกิจกรรมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยการสะพายกระเป๋าหนัก 5 กิโลกรัมตะลอนไปทั่วกรุงเทพฯ เพราะเสียดายค่าฝากสัมภาระ (ตู้ล็อคเกอร์) ราคา 200 บาท

Krung Thep Aphiwat ต่อแถวขึ้นชานชาลาสำหรับการโดยสารรถไฟ